TaBonK's profileSpAcE oF ~ตาบ๊อง~PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    February 12

    Epee !!!

    ไปแข่งดาบ match ที่ 2 ของชีวิตมาคับ
     
    คราวนี้มากันล้นหลาม คนเยอะเชียวแหละ
     
    รอบpool คราวนี้ได้มา 3v ถือว่ามีพัฒนาการ
     
    แต่คราวนี้เจอลายกนก (ทีมชาติ) เข้าไป แพ้ยับ 5 - 0
     
    แต่ไม่เปงไร ได้มา 3v รอบ pool ก็พอใจ ตอนแรกกะว่า
     
    ได้มาซัก v นึงก็ดี แต่ได้มา 3 ทะลุเป้า ได้ตัดตัวเข้ารอบ
     
    64 คน รอบนี้เล่นไม่เป็นเลยทีเดียว ไม่ได้เจอคนเก่งนะ
     
    แต่ใจร้อนอย่างแรง หมดแรงกันไปเลยทีเดียว
     
    แข่งคราวนี้หนุกดี มันๆ แต่แรงหมดคับ ต้องฟิตอย่างหนัก
    January 16

    แด่ทหารกล้า....

    มะวาน (15 ม.ค.) ช่วงบ่าย ๆ ได้รับโทรศัพท์จากพี่ค่ายที่ไม่ค่อยได้คุยกันซะเท่าไหร่
    เลยงง ๆ ว่าพี่แกโทรมาทำไม นึกว่าจะชวนเที่ยว แต่พอกดรับสาย เสียงที่ผ่านหูเข้ามานั้น
    ไม่ใช่การชวนไปเที่ยว พี่ที่โทรมาได้บอกว่า "น้ำมนต์ จำพี่โอ๋ได้ไม๊ พี่เค้าเสียแล้วนะ
    เค้าโดนระเบิดที่นราฯ " ก่อนหน้านี้เวลาที่ได้ยินข่าวเรื่องทหารโดนระเบิดก็รู้สึกหดหู่พออยู่แล้ว
    แต่คราวนี้ มันไม่หดหู่เหมือนเคย แต่เป็นความตกใจ ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า พี่ที่เคยทำงานค่าย
    ด้วยกันหลาย ๆ ครั้ง จะต้องมาเสียอย่างงี้
    เหตการณ์เกิดจาก พี่โอ๋เป็นชุดคุ้มครองครู นั่งรถลาดตระเวนตามปกติ แต่สิ่งที่ไม่ปกติก็เกิดขึ้น
    ระเบิดที่อยู่ใต้พื้นถนน ถูกกลุ่มแนวร่วมฯ กดชนวนระเบิดทำให้รดพลิกคว่ำ หลังจากนั้น
    แนวร่วมประมาณ 20 ตัว ได้กรูกันมาที่ร่างของทหารที่นอนบาดเจ็บอยู่ แล้วใช้ปืนสงครามยิง
    ที่ศีรษะทีละคน รวมเสียชีวิต 8 นาย
    ก่อนหน้านี้ประมาณ 5 ปีก่อน น้ำมนต์ได้ไปทำค่ายกับมูลนิธิรัฐบุรุษเป็นครั้งแรก และก็เป็นครั้งแรกเหมือนกัน
    ที่ได้เจอนักเรียนนายร้อย โอ๋ และหลังจากค่ายนั้นมา ก็ได้เจอกับพี่โอ๋บ่อย ๆ เพราะพี่โอ๋ก็ทำค่ายบ่อยเหมือนกัน
    ทุกครั้งที่มาค่าย พี่โอ๋ชอบเขียนป้ายชื่อว่า "ฮิวโก้" พี่โอ๋สมารถสร้างความสนุกสนานให้คนในค่ายได้ตลอดเวลา
    สิ่งหนึ่งที่น้ำมนต์จำพี่โอ๋ได้ดี คือวิธีการปลุกให้ชาวค่ายตื่นสไตล์พี่โอ๋ นั่นก็คือ เปิดเพลงแด๊นส์ๆ มันส์ๆ ตั้งแต่ไก่โห่
    รมทั้งการที่พี่แกจะยึดเอาไมค์เป็นของตัวเองตลอดเวลา เปิดเพลง แล้วพี่โอ๋ก็จะเป็นดีเจ พอถึงเวลากินข้าว พี่โอ๋
    ก็จะจับไมค์ พูดนู่นพูดนี่ตลอด เมื่อก่อนเคยรำคาญพี่โอ๋มาก สาเหตุมาจากวิธีการปลุกของพี่แก
    แต่มาตอนนี้ พี่โอ๋ไม่สามารถมาปลุกชาวค่ายด้วยวิธีการแบบพี่โอ๋ๆ อีกแล้ว
    แต่ผมเชื่อว่าการจากไปของพี่โอ๋ครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้พี่โอ๋หายไปจากพวกเรา
    แต่พี่โอ๋จะอยู่ในใจชาวค่าย ในใจของน้ำมนต์ตลอดเวลา
     
    พี่โอ๋ได้เป็นสุภาพบุรุษ สมกับชายชาติทหารที่ถูกหล่อหลอมมากจากโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
    หลับให้สบายนะคับพี่ ชาติหน้าขอให้เราได้เจอกันอีกนะคับพี่
    November 29

    อังการ์ด แพลท์ อัลเล่ห์

    และแล้ววันนี้ก็มาถึง หลังจากซุ่มซ้อมดาบมานาน (3 อาทิตย์!!!!!)วันทดสอบฝีมือก็มาถึง
     
    เรื่องของเรื่องวันนี้ไปแข่ง ดาบสากลงาน RBAC all thailand championship มา
     
    ตอนแรกเพื่อนบอกว่าจะแข่งประเภททีม ไป ๆ มา ๆ กลับต้องลงเดี่ยวประเภทบุคคลซะงั้น
     
    ตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เพราะงานนี้เป็นการแข่งครั้งแรกในชีวิต และแล้วก็ถึงเวลา ประชันเพลงดาบ
     
    รอบแรกเป็นรอบ POOL รอบแรกแข่งแบบพบกันหมด เล่น 5คะแนน รอบนี้ต้องเจอ 4 คน 1 ในนั้น
     
    เป็นมืออันดับ 30ก่า ๆ ของประเทศ แค่นี้ก็ เข้จะแตกแล้ว แต่พอแข่งจริง ตาบ๊องมาเลย
     
    นำไปก่อน 4 ต่อ 2 ได้ใจ เลยประมาทโดนตามมา4ต่อ4 ไม่ใช่แฟมมิลี่เกมแต่เป็นคะแนน
     
    เฮอ ๆ เหลือคะแนนเดียวทำไม่ได้ แถมยังเดินตกเบาท์ เลยแพ้ทั้งที่ไม่โดนแทง เซ็งจิต
     
    คู่ที่2 ขี้ๆ  แค่เจออันดับที่16ของประเทศเอง เป็นแค่อดีตทีมชาติ ขี้ๆ ขี้กรูแตกเลย
     
    แต่ดีใจได้พี่แกมา 2แต้ม คนบ้าไรเหมือนยัก คู่ที่ 3 เจอน้องเตรียมทหาร ดีใจอันนี้ได้ V (Win)
     
    คู่4 เจอน้องเตรียมทหารอีกคน อันนี้สูสี แต่แพ้ 5-4 เซ็งๆ รอลุ้นว่าจะผ่านตัดตัวอ่ะป่าว
     
    ในที่สุด ผ่านครับ เข้ารอบ32 คน รอบนี้เบาท์แรกเจอน้องเตรียมที่แพ้มาแต้มเดียว
     
    เลยไม่ค่อยมั่นใจ รอบนี้เป็นรอบแพ้คัดออก เล่น15แต้ม ตาบ๊องนำก่อนเลย ได้ใจเอาใหญ่
     
    นำห่างครับที่นี้ ชนะไปในที่สุด 15 ต่อ 6หรือ7จำไม่ได้ ดีใจอย่างแรง เพราะเพื่อนที่ไปแข่งด้วย
     
    4คนผ่านเข้ามารอบ32 เพียงคนเดียว พอเราชนะ ก็ผ่านเข้ารอบ16คน แต่เพื่อนจบแค่32
     
    เกินคาดอย่างแรง ดีใจ รอบ16 คนต้องไปเจอพลทหารจาก RBACเจ้าภาพ ตาบ๊องพลาดอย่างแรง
     
    ใจร้อน ตื่นเต้น เจอคนเร็วกว่า ลนลานเลย แพ้ไป 15-8 ไม่เสียใจ เพราะก่อนแข่งตั้งเป้าไว้ว่าถ้าได้
     
    มา1แต้มถือว่าประสอบความสำเร็จ นี่มันเกินคาดไปเยอะเลย ได้เข้าถึงุ16คน แต่เสียดายอย่าง
     
    ถ้าเข้ารอบ8คน ได้เกียรติบัตรแล้วอ่า  ถึงแม้ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกแต่ก็ได้อะไรกลับมาเยอะเลย
     
    ขโมยเทคนิคมาหลายอัน แฮะๆๆๆ ชอบๆ รักดาบซะแว้ววววววววววววววววว
    November 05

    รัฐศาสตร์เพื่อประชาชน

    พึ่งกลับมาจากค่ายที่น่านแหละ ไปตั้ง9วันแนะ  แต่เดินทางเล่นไปซะเป็นวัน ไกลชิปเป๋ง แต่นั่งรถไฟตอนขาไปโครตมีความสุขเลยอ่า
    จะนอนก็ไม่ได้นอน มีลิง(ช้าง) ซี มันป่วนตลอดทาง พอไปถึงแถวอุตรดิษถ์ เช้าพอดี บรรยากาศสวยโครต ได้ชะโงกมาถ่ายรูปข้างรถ
    สวยโครตอ่ะ แต่...กลับมา รูปม้วนนั้นเสียท้งม้วน ตาบ๊องแทบร้องไห้ ไปนู่นก็วันๆ ไม่ได้ทำไรมาก อยู่กะอิฐ หิน ดิน ปูนตลอดเวลา
    เหนื่อยชิปเป๋ง ทำทั้งกลางวันกลางคืน ทำกลางฝนอีก แต่ก็หนุกดี ได้ใจ เห็นน้ำใจเพื่อนๆ พี่ๆ แล้วก็น้องๆปี1เป็นกำลังหลักเลย แม่งถึก
    เอาใจพี่ไปน้อง พออาคารเสร็จแล้วแบบเออ กูทำไปได้เนอะ เวลาก็โครตเร่ง แต่ก็ดี เหนื่อยได้ใจ สร้างอาคารไม่พอ มาทำสวนอีก เพื่อความสวยงาม
    เอากันเข้าไป แต่ไปค่ายคราวนี้ได้เจอคนเจ๋งๆหลายคนเลย
     
    * ครูมด มะก่อนเป็นNGOทำงานกับหมอ ประเวศน์ ตอนนี้มาเป็นครูอัตราจ้างบนดอย จะได้มีเวลาอยู่กะเมียทั้ง3คน !! คุณต้อย น้องต้อย แล้วก็ อีต้อย ตึ่ง!!!
     
     * หลวงพ่อ หลวงพ่ออยู่ที่อาศรมคนเดียว มาบวชเพราะว่าง ๆ เบื่อ ตอนนี้กำลังทำสนามรถแข่ง(รถชาวเขาที่เป็นไม้ แต่ใส่ที่ปั่นเข้าไป)ให้เด็กๆเล่น ออกพรรษาว่าจะไปธุดงค์ที่พม่าต่อ
     
     * หัวหน้าโก เป็นหัวหน้าหน่วยต้นน้ำ เท่สาดๆ เหมือนพระเอกThe letter
    ตอนบายศรี ได้บอกกับน้องๆหลายคนว่า การมาค่ายพี่บอกไม่ได้หรอกว่าสิ่งที่ได้มันมีอะไรบ้าง มันขึ้นอยู่กับเรา ว่าจะใส่ใจกับค่ายและเก็บเกี่ยวอะไรกลับไปได้บ้าง
    ผมเชื่อว่าตอนนี้ ถ้าไปถามคนที่ไปค่าย คำตอบคงได้แตกต่างกัน สำหรับผมเองประสบการณ์การอยู่ค่ายคงไม่ต้องหาอะไรแล้ว เพราะไปค่ายมาจนเกินจะนับ แต่ค่ายนี้
    มันต่างกับค่ายอื่น ซึ่งมันก็สอนผมหลายอย่างเช่นกัน และสิ่งดีๆ ที่เกิดในค่ายนี้มันก็มีมากพอๆกับความเหนื่อยเช่นกัน อย่างน้อยผมก็ได้คุยกับเพื่อนบางคนที่ไม่ค่อยจะได้
    มองหน้ากันซักไหร่ กับน้องบางคนสนิทมากขึ้นกว่าเดิน และเปลื่อนความคิดที่ผมเคยคิดอีก ก่อนไปไม่เคยได้คิดว่าจะได้อะไรจากค่ายนี้ซักเท่าไหร่ แต่ขากลับ
    มันต่างจากขาไปเยอะทีเดียว สิ่งที่ได้ มันทำให้ผมรู้สึกดีจริงๆ มันทำให้ผมอยากทำอะไรเพื่อให้สิงห์เงินตัวนี้ โตขึ้นอย่างมีคุณภาพถึงแม้ว่าตอนนี้ยังเป็นสิงหตัวน้อยๆ แต่
    ผมคิดว่า มันจะโตขึ้นเป็นสิงห์ที่เข้มแข็งซักวัน
    October 25

    ณ ความสูง 1200 เมตร ระยะทาง 3กิโลกว่า

    ณ ป็นชื่อหนังสือที่ผมอ่านอยู่ในตอนนี้ เป็นงานรวมเล่มบทความคอลัม ณ ของนิตสารอะเดย์ ก่อนจะซื้อผมต้องหยิบมันขึ้นมาพิจารณาถึง 2 ครั้ง 2 ครา แต่พอจะซื้อจริงๆ กลับเดินไปหยิบแล้วจ่ายตังโดยไม่ต้องพิจารณาเป็นครั้งที่ 3 ที่กล่าวมาก็ไม่มีอะไร แค่จะลอกมาแต่งชื่อ เพราะเห็นว่ามันคงเหมาะกับสิ่งที่ผมจะเขียนเท่านั้นเอง อีกอย่าง หนังสือเล่มนี้ก็ไปเที่ยวกับผมตลอดทางโดยที่ผมไม่ได้หยิบขึ้นมาอ่านแต่อย่างใด ก็ถือซะว่าพาหนังสือไปพักผ่อนละกัน ให้หนังสือได้หยุดงานกะเค้าซะบ้าง เพราะก่อนไปมันต้องทำหน้าที่กล่อมผมก่อนนอนมาหลายวัน
     
    ก่อนจะซื่อหนังสือเล่มนี้ 2 -3 วัน ผมตัดสินใจหนีตามเพื่อนรุ่นพี่ของผมคนนึง ว่าจะไปเดินเขากันที่เขาหลวง จ.สุโขทัย พอตกลงปลงใจเรียบร้อยก็กลับมาหาข้อมูลในแหล่งข้อมูลที่หาได้ทุกอย่างที่ชื่อ google ผลลัพธ์ที่ออกมามันทำให้ใจตะเลิดไปรอตัวอยู่ที่เขาหลวงเป็นที่เรียบร้อย หลังจากนั้นก็เล่าให้เพื่อนฟังว่าจะไปเที่ยงทำให้เพื่อนเกิดกิเลส ใจง่ายตามมาด้วยอีก1คน แฮะๆ โปรแกรมที่วางกันไว้ เราจะออกเดินทางกันเที่ยงคืนวันศุกร์ที่19 ไปถึงพิษณุโลกเช้าๆ แวะซื้อของสดไปทำกินกันข้างบน แล้วก็ต่อไปสุโขทัยเลย การเดินทางเป็นไปตามโปรแกรม เราไปถึงเขาหลวง8โมงกว่า ๆ สิ่งที่เห็นอย่างแรกก็คือ ภูเขาสูงตระง่าน ท่ามกลางสายหมอก  มันทำให้ผมตื่นเต้น ผมไม่เคยเดินเขา ปีนเขา หรืออะไรอย่างงี้มาก่อน ภูกระดึงยังไม่เคยแตะแม้แต่ตีนเขา ตอนเตรียมตัวจะเดิน ลูกหาบที่จ้างก็มาถึง พร้อมกับคำพูดที่ทำให้ผมตื่นเต้นเข้าไปอีก พี่แกเล่นบอกว่า "ถ้าขึ้นเขาหลวงได้ก็ไปขึ้นเขาที่อื่นได้สบาย" มันหมายความว่าไงฟะ .... ในที่สุดเราก็เริ่มเดินทาง การเดินทางกะว่าจะให้เวลา 3-5 ชั่วโมง พอเริ่มเดินป่าตามเส้นทางไปซักพักเราก็เริ่มการ "ไต่"อย่างจริงจัง ความชันของเล้นทางโดยเฉลี่ย 45-60 องศาตลอดทางช่างแรกที่เรียกว่า "มออีหก" แต่ผมว่าเปลี่ยนเป็น มออโหด จะเหมาะกว่า เพราะแค่ช่วงแรกช่วงเดียว เราก็ได้ยิ้นเสียงหอบ เสียงหัวใจ เกิดอาการลิ้นห้อยซินโดรมกันถ้วนหน้า เราเดินๆพักๆทุกๆ10นาที ซึ่งผ่านไปไม่ถึง500เมตร พอเราพักได้ซัก3-4ครั้ง ลูกหาบที่หาบกันคนละ40กิโลก็ตามเรามาทัน ทำเอาผมแป๊วเลย ยิ่งไปกว่านั้น 1 ในลูกหาบมีลูกหาบสัมครเล่นมาฝึกงานด้วย 1 คน คือน้องเต้ย น้องเต้ยหน้าตาหล่อเหลาเอาการ เรียนอยู่ป.6 น้องเต้ยฝึกงานด้วยการแบกเป้ 2 ใบเท่านั้น แต่2ใบนั้นน่าจะไม่ต่ำกว่า20 กิโล น้องเต้ยฟิตมากๆ น้องเต้ยทำให้ผมฮึดจนเดินขึ้นไปถึงที่พักแรม ระยะทาง 3 กิโล ความชัน45- 60 องศา ความสูง 1200เมตร ด้วยเวลา
    3 ชั่วโมงตามเป้า โดยไม่มีทางราบให้เดินสบายๆ กันเลย จะมีก็มีไม่เกิน100เมตร ไปถึงอาการลิ้นห้อยซินโดรมก็กำเริบ แต่คราวนี้อาการหายเร็วหน่อย เพราะความสวยงามมันทำให้เราหายเหนื่อยได้จริง ๆ
     
    หลังจากพักผ่อน การเต็นท์ ทำกับข้าวกินกันเสร็จเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางไปยอดเขาอีก 3 ยอด ระยะทางก็น้อยกว่าตอนขาขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น แต่ความชันต่างกันเยอะ เพราะบนยอดจะเป็นเนินที่มีหญ้าสูงๆ กับโขดหินเท่านั้น เราเลยไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ ยอดแรก ยอดเจดีย์ เป็นยอดที่มีกองหินที่เอามาเรียงๆกันเป็นเจดีย์อยู่ 3-4 กอง จากที่นี้เราสามารถมองเห็นอีก2ยอดที่เราจะไปได้ชัดเจน เห็นทางแล้วคิดหนักเหมือนกัน เรารีบเดินทางกันต่อเพราะกลัวจะไปไม่ทันพระอาทิตย์ตกที่ยอดสุดท้าย ยอดต่อไปเป็นยอดภูกา ที่เดินไกลสุดเพราะต้องอ้อมอีกยอดมาประมาณ1กิโล เราไปเกือบถึงเพราะต้องรับกลับไปให้ทันยอดสุดท้าย เราเลยตัดสินใจเดินกลับ ทันใดนั้น กล๊อบ ไม่ใช่เสียงก๊อบกอบ แต่เป็นเสียงข้อเท้าผมพลิก ถึงกับร้องลั่นเขาอย่างทนไม่ได้ เลยนั่งพักพร้อมกับใจเสีย เพราะขาแพลงไม่ได้หายง่ายๆ แล้วมาเป็นบนเขาอย่างงี้หมดหนุกแน่นอน พักได้แป๊บนึงก็ต้องรีบเดินต่อ เพราะเดียวไม่ทัน จนในที่สุดขึ้นไปถึงยอดแม่ย่า ซึ่งเป็นยอดสุดท้ายของวันนี้ เป็นที่ๆเราจะดูพรอาทิตย์ลับขอบฟ้า ความสวยมันทำให้ผมลืมความเจ็บ วิ่งหาที่ถ่ายรูปเป็นว่าเล่น ซักพักอทิตย์ก่อค่อยๆทิ้งตัวลงช้า ๆ พร้อมกับเสียงชัตเตอร์ระงม จังหวะที่พระอาทิตย์อัสคงค่อยๆหายไปหลังกลับเมฆ ผมลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ความลำบาก ความเหนื่อย ขาเดินขึ้น ความเจ็บปวดจากขาที่แพลง ทุกอย่างเงียบสงบ อากาศเย็นลงตามประอาทิตย์ที่ค่อยๆหายลับไป  พอเสร็จแล้วเราก็ต้องรีบเดินกลับที่พักเพราะเดวจะค่ำแล้วจะเดินลำบาก ถึงที่ก็ทำกับข้าว อาบน้ำ นั่งคุยซักพัก ก็นอนเอาแรงเพราะพรุ่งนี้ต้องไปดูอาทิตย์ดวงเดิมขึ้นอีกครั้งที่ยอมนารานณ์
     
    กลางคืนนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่เพราะลมที่แรง + อุณหภูมิที่เกิน10ไปไม่เท่าไหร่ทำให้ต้องตื่นมาทั้งคืน ตี5 ตื่นนอน ล้างหน้า แปรงฟัน ถึงกับหน้าชา ไม่ได้โดนด่าแต่โดนน้ำที่คล้ายๆน้ำแข็งละลายปะทะหน้าเลยตาสว่าง แล้วก็ออกเดินทางไปยอดเขานารายณ์ ไปดูพระอาทิตย์ดวงเดิมกับมะวานขึ้นมาทำงานอีกทิศนึง ยอดนี้เด่นตรงที่ หินเป็นรูปหัวหมา ถ้าไปยืนตรงหัวหมาจะมองเห็นพื้นด้านล่างซึ่งเป็นพื้นราบของจังหวัดสุโขทัยทั้งหมด เค้าบอกว่าตอนกลางคืนอาจมองเห็นไฟจากเมืองพิษณุโลกได้ มองลงไปเสียวมากๆ แล้วลมพัดแรงกลัวหล่นไปข้างล่างชะมัด ในที่สุด อาทิตย์ก็โผล่หน้ามาฉีกยิ้มให้เราถ่ายรูปสมใจ พออิ่มเอมกับไข่แดงดวงนี้ เราก็เดินกลับมาที่พัก กินข้าวเก็บของ เตรียมเดินลง พอเก็บของเสร็จเราก็เห็นน้องเต้ยมานั่งรอเราอยู่แล้ว ขาลงเราใช้เวลาประมาณ 2ชั่วโมงนิดๆ คิดว่าจะง่ายที่ไหนได้ ลงมาถึงหน้าขาตึงกันไปตามระเบียบ อานน้ำอาบท่า เขียนโปสการ์ดกันเสร็จสิ้นก็ตกเกือบบ่ายโมง เราต้องเดินทางไปทุ่งแสลงหลวงกันต่อ ก่อนขึ้นรถผมมองกลับไปที่ยอดเขายอมเดิมที่ผมมองก่อนเดินขึ้นไป ตอนนี้ยอดนั้นสวยงามกว่าเดิม สวยกว่าตอนที่ผมจะขึ้นไปพิชิตมัน แต่ดูเหมือนขนาดมันจะเล็กลงนึง ผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าผมมีโอกาสกลับมาที่นี่อีก ผมจะมาหรือไม่ เพราะเคยมีคนบอกผมว่า เค้าจะไม่เที่ยวที่ไหนซ้ำ เพราะกลัวว่าความประทับใจแรกจะหายไป ไม่ก็เอาเงินนั้นไปเที่ยวที่อื่นดีกว่า แต่ผมกลับคิดว่าควาวหน้าผมก็คงจะประทับใจเหมือนเดิมและมันก็ไม่เปลืองตังเมื่อเทียบกับสิ่งที่ผมได้รับข้างบนนั้นแน่ๆ ณ เขาลูกนั้น เขาหลวง
     
    P.s. : ไปดูรูปเอาในgalloryนะจ๊ะ รูปสวยๆ ถ่ายเองๆ 555
    September 06

    อัพ อัพ อัพ

    อัพสะเป้ด 
     
    August 04

    เมื่อพ่อหนุ่มจะไปเป็นครูดอย

    ไม่คิดไม่ฝันว่าชาตินี้เราจะได้ไปเป็นครูกะเค้า ไปค่ายมาก็หลายหนแต่ก็เคยเป็นแค่ พี่คับพี่ค่ะ
    แต่คราวนี้ครับท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะมีคำนำหน้าชื่อว่า ครู เป็นเวลา 5 วันเต็มๆ
    ไม่ใช่ครูธรรมดาซะโด้ย เปงครูดอยด้วยนะจ้า เรื่องของเรื่องเมื่อหลายวันก่อน
    ขณะอารมเซ็งๆ ด้วยเหตุบางประการ เพื่อนก็โทรเข้ามาขอยืมหนังสือเราไปอ่าน
    เลยถามว่าจะเอาไปทำไม มันก็บอกว่าจะไปเชียงรายหลายวันเลยจะยืมไปอ่าน
    ซักไปซักมา(มันก็ขาว เฮ้ย ไม่ใช่) สรุปคือมันตกลงปลงใจว่าจะไปเป็นครูบ้านนอก
    ได้ฟังเยี่ยงนั้นแล้ว + กับอารมเยี่ยงนี้ด้วย ไม่ไปได้เยี่ยงไรเล่า
     
    หลังจากเอาข้อมูลจากเพื่อนมาได้นิดหน่อย ซึ่มันไม่อยากจะบอก เพราะมันมี
    เหตุจำเป็นที่จะไปกะคนของมัน มันเลยไม่อยากให้เราไป แต่ ยากวะเพื่อน
    โทดทีวะ อารมกูมันแย่มาก กูไปกูไม่รู้จักกับมึงก็ได้ มันก็เลย  เออๆออๆ
    แกมโดนบังคับจากเราว่า มึงต้องให้กูไป พอได้เว็บมาก็เข้าไปสมัครในทันที
    ราวกับว่าถ้าช้าไปอีกวินาทีเดียวจะไม่ได้ไป พร้อมๆกับหัวมาบอกพี่ที่อยู่ด้วยกัน
    ตอนนั้น "พี่ผมจะไปเป็นครูบ้านนอก" แล้วก็เดินไปเข้าเว็บสมัคร พี่เค้าก็อึ้ง
    แล้วพี่แกก็ดูเหมือนจะไปด้วย สมัครด้วยกันเสร็จปุ๊บ หลังจากนั้น2วันแกบอก
    ไปไม่ได้ เซ็งเป็ด แต่ไม่เปงไร เตรียมใจไปคนเดียวอยู่แล้ว
     
    สมัครเสร็จสินก็ไปหาข้อมูลการเดินทาง เนื่องจากต้องเสียค่ารถไปเชียงรายเอง
    ซึ่งมันก็แพงอยู่ จนในที่สุดก็ได้วิถีทางการเดินทางที่ประหยัดที่สุด
    ไปเครื่องบิน อย่า!! อย่าพึ่งด่า ขออธิบายก่อน  ที่บอกประหยัดที่สุดเนี่ยก็คือ 
    มันเป็นเครื่องบินทหารอ่า ซึ่งมีรุ่นพี่ที่รู้จักกันเค้าขับไง เลยไปออดอ้อนพี่เค้า
    ขอติดเครื่องไปด้วย แต่ด้วยความที่เครื่องมันมีไปเชียงใหม่ แล้วก็ไปก่อนกำหนดของเรา
    2วัน สิ่งที่ตามมาก็คือการหาที่อยู่ ระหว่าง2วันที่ไปถึงก่อน ก็เลยโทรหาน้องที่อยุ่ มช.
    คุณน้องครับ หาที่อยู่ราคาถูกๆ (ฟรีก็ดี)ให้พี่หน่อยได้ไม๊ซัก2วัน แล้วหลังจากนั้นไม่นาน
    มันก็บอกว่าได้ ฟรีด้วย ถูกใจดิคับ ฮิๆๆ มันให้ไปนอนห้องของเพื่อนมัน เท่านั้นยังไม่พอ
    เราก็โทรไปขอเจ้าของห้องอีกที ยัง ยังไม่พอ นอกจะจะขอที่อยู่กับน้องเค้าแล้ว ยังลากน้องเค้า
    ไปค่ายด้วยได้อีก 55+ เจ๋ง ยังไงก็ต้องขอบบคุณล่วงหน้าน้องจิ๊บจิ๊บ ที่อนุเคราะห์ห้องให้พี่
    ซุกหัวนอน แต๊งกิ้วน้องนัท น้องชายสุดที่รัก ขอบคุณพี่แยม ที่ให้โบกเครื่องบินฟรีไปได้ เย้ๆ
    แล้วจะเอารูปมาฝากเน้อ
    June 24

    Le fete @ พระอาทิตย์ VS Sxaophone @ นุสาวรีย์

    หลังจากเผชิญอารมณ์ " งืด" มา2วันทำให้เกิดอาการอยากเที่ยวขึ้นมาขนานหนัก
    ทำให้ต้องหาทางปลดปล่อยเอาอารมณ์งิดออกไปจากอวัยวะภายในที่เรียกว่าสมอง
    ก่อนหน้าจะงิดได้ตกลงกะเพื่อนเอาไว้ดิบดีว่าจะไปเที่ยวงาน " Le fete"
    ที่สวนสันติชัยปราการกัน แต่เพื่อนได้ตัดสินใจ " เบี้ยว "จึงเป็นเหตุให้งิดขึ้นมา
    ตอนแรกจะว่าจาไปคนเดียวซะให้รู้แล้วรู้รอด เพราะตังใจจะไปงานนี้มาทั้งอาทิตย์
    แต่แล้วก็มีดวงจะไม่โดดเดี่ยว ได้เพื่อนร่วมก๊วนไปอีก2คน พอเสร็จสิ้นจากไปชักภาพ
    แสดงความยินดีก่ารุ่นพี่ที่จุฬา (จุฬาๆ เป็นยาวิเศษ เอ้า ฮ้าไฮ้ ) ก็ไปเดินรอเวลา +รอให้ฝนหยุด
    ที่มาบุนครองไปซะ3ชั่วโมงก็ถึงเวลาไประบายงิดที่งาน
          พอไปถึงงานดูตารางแสดงดนตรีแล้ว ยังไม่ถึงเวลาที่เป็นแนวเพลงของเราเลยตัดสินใจไปเดินดู
          ม็อบที่หนามหลวง แต่ถือว่าโชคดีหรืออับโชคไม่รู้ ฝนตก ม็อบสลายโต๋กับบ้านกันโดยพร้อมเพรียง
          เลยอดฟัง เลยย้อนกลับมางานที่งาน รอซักพักดนตรีที่เรารอก็ถึงเวลา เป็นวงที่เล่นแนวเร็กเก้
          แต่ด้วยความที่ฝนยั่งปรอยๆ เลยทำให้บรรยากาศดูจะกร่อยลงไปหน่อย แต่ภายในงานยังคงความสนุกสนาน
          กันอยู่ ถ้าฝนไม่ตก พื้นไม่แชะคงเห็นไอ้ตาบ๊องร่วมวงเต้นก่าชาวไทย+เทศอย่างเมามัน แต่ ...กูยืนเฉยๆก็เปียกแล้ว
          ฟังเพลงเร็กเก้สไตล์ไทยๆไป2เพลงก็ตัดสินใจยับย้ายก้นหนาๆไปต่อที่ใจกลางเมืองหลวง Next station Vitory Monumet
    เคยได้ยินชื่อมานานแต่ก็พึ่งมีโอกาสมาร้านนี้เป็นครั้งที่2 เมื่อครั้งได้ฟังชื่อร้านครั้งแรกก็ออกอาการสนใจ
    อย่างออกหน้าออกหู Saxophone กะว่าได้ฟังเพลง Jazz เบาๆ ดูนักดนตรีเป่าsax แต่...ทำไมมันดังอย่างงี้วะ
    ไม่ได้ชิวซะเท่าไหร่เลย เข้ามีแต่ลุงๆ พ่อๆ นั่งกันครึ่ม กูเด็กกสุดเลยนะเนี่ยเด็กร้านยังมอง เพลงก็เป็นแนว
    Blues + คันทรี(ปะวะ ไม่แน่ใจ) ลูกค้าแต่ละคนจะนั่งฟัง ฟังแบบฟังจริงๆ ไม่ค่อยมีคนนั่งคุยกันเท่าไหร่
    จะนั่งฟัง นั่งจ้องนักดนตรี เขย่าหัว เขย่าติง ดีดนิ้ว ตามแต่ถนัด ถ้ากูเปงนักดนตรีโดนจ้องขนาดนั้นคงอายกันอ่ะ
    แต่พอได้นั่งฟังแล้วก็ ดีนะ ก็ชิวไปอีกแบบ ฟังเพลินดีเหมือนกันแม้จะไม่ค่อยรู้เรื่อง
         วันนี้เลยได้สัมผัสกับอีก(2)แนวของชิวิตเสียงเสียงเพลงทั้งเร็กเก้ + Blues jazzแต่ละแบบก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง
         แยกกันได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ทั้ง2แนวมีเหมือนกันคือความสุนทรี และทำให้โลกขับเคลื่อนด้วยจังหวะที่สนุกสนาน
         สำหรับคนที่มีอาการ " งิด " แล้วไม่รู้จะทำยังไง ลองหาอะไรใหม่ๆทำ อะไรใหม่ๆ ฟัง แล้วอาจจะเจอทางออกใหม่อีก
         ทางนึงก็ได้!!!!
     
     P.s. สรุปไม่หายงิดว่ะ เหอๆ ก็ฝนแม่งตกทำไมเนี่ย ไม่ได้ดูวงเครื่องเป่าด้วย แต่ก็ลดอาการลงมาได้หน่อยนึ๊ง
     
     
    June 03

    ไม่มี

    ไม่มีอะไรจะเขียน ........แต่อยากอัพ
     
     
    นอยสาด .........................................................................................................................................................................
     
     
     
     
    .............................................................................................................................................................................
    ...................................................................................................................................เซ็งเป็ด
    May 02

    โลกแห่งความฝัน

    แน่นอนว่าทุกคนย่อมมีความฝันเป็นของตัวเอง แต่จะมีซักกี่คนที่สามารถไปถึงฝันทื่ตัวเองใฝ่ได้
     
    แต่จะเชื่อไม๊ว่าจริงแล้วโลกแห่งความฝันมันไม่ได้อยู่ไกลจากตัวเราซักเท่าไหร่
     
    สำหรับผม มันอยู่ห่างไปแค่ 6 ชั่วโมงเท่านั้นเอง กุยบุรี ประจวบ ฯ
     
       การออกทำค่ายครั้งนี้มันดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากค่ายครั้งก่อนๆตลอด4-5ปีที่ผ่านมา
     
    ความรู้สึกเมื่อไปถึงโรงเรียนที่ต้องทำกิจกรรม มันเหมือนกันการได้กลับบ้าน
     
    การเดินอยู่ในโรงเรียนมันเหมือนกันเดินไปตามห้อง ซอกหลืบต่างๆของบ้านที่ไม่ได้กลับมาเยี่ยมนาน
     
    ต่างตรงปีนี้ต้องไปเตรียมค่ายก่อน2วัน ความรู้สึกก็เหมือนกันการที่ต้องมานั่งจัดบ้านด้วยตัวเอง
     
    เหนื่อยหน่อย แต่สุขใจที่ได้ทำให้บ้านมันสวยงามดังเดิม อีกอย่างที่แปลกไปจากปีก่อนๆที่ผ่านมา
     
    ก็คือ รู้อยู่แก่ใจว่าปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายที่จะได้กลับมาเยี่ยมบ้านหลังนี้ มันเหมือนกับต้องเดิน กิน นอน
     
    ในบ้านตัวเองครั้งสุดท้ายก่อนที่จะขายให้เจ้าของใหม่ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในค่ายมันไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน
     
    แต่ความรู้สึกมันกลับแตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง การที่คิดว่าค่ายนี้จะเป็นค่ายสุดท้ายมันคอยเตือนตัวเอง
     
    อยู่ตลอดเวลาว่า เราต้องเก็บบรรยากาศในบ้านหลังนี้กลับไปให้มากที่สุด ทำให้ชิวซะจนบางครั้งเกิดอาการ NO
     
    ขึ้นมาบ้าง 555+ แน่นอนบรรยากาศมันก็ต้องมีทั้งดีและก็ไม่ดีช่ายป่ะ แต่จาขอเก็บบรรยากาศแต่เรื่องดีๆไว้
     
    สะสมเป็นต่อมยิ้มในหัวใจละกาน * พี่ๆเพื่อนๆstaffที่ทำงานทุก สุข ง่วงมาด้วยกัน ขอบคุณนะ
                                         *น้องๆค่ายที่น่ารัก ทำให้อิ่มเอมหัวใจ พี่ขอโทดที่อู้นะน้อง
                                         *พี่จ๋ำ ที่ช่วยดูแล + เปงเพื่อนคุยเวลาผมNO ที่สำคัญปลาอร่อยมากพี่
                                         * พี่ต้นที่ ให้ยืม "ตัวแรง" มาเปงรถประจำตำแหน่งผม
                                         * ......ที่ทำให้การอยู่ค่ายนี้มีความหมายมากกว่าทุกครั้ง
    10วันผ่านไป สิ่งเดิมๆก็กลับมาอีกครั้ง ความวุ่นวายกับการต้องรีบเก็บของที่ยืมมาคืนวัด โรงเรียน
    วุ่นวายกลับการเครียร์สถานที่ วุ่นวายกับการขี่มอ'ไซค์ตามรถบัสที่ไม่ยอมรอ วุ่นวายกับการหาทางแก้
    ปัญหาของคนใกล้ตัว ที่หวังว่าเร็ววันจะหายดี แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ ความวุ่นวายครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
    มันจึงเป็นความวุ่นวายที่พร้อมจะรับมือ พร้อมที่จะแก้ พร้อมที่จะเก็บกลับไปเป็นประสบการณ์ครั้งสุดท้าย
    ขอบคุณความวุ่นวาย ที่ทำให้ไม่อาจลืมค่ายครั้งนี้ได้
    -ขอบคุณมูลนิธิรัฐบุรุษ ที่ทำให้เกิดค่ายอาสา 
    -ขอบคุณกุย2 ที่ทำให้เรามีตัวตนในค่ายรัฐบุรุษ
    -ขอบคุณปตท.ที่ทำให้เกินกุย6
    -ขอบคุณพ่อแม่น้องๆที่อนุญาติให้มาค่าย
    -ขอบคุณโรงเรียนน้องๆที่ยอมส่งน้องๆมาค่าย
    -ขอบคุณพี่อ๋อยที่ส่งเรื่องไปที่โรงเรียนน้องๆ
    -ขอบคุณน้องๆที่ตัดสินใจมาค่าย
    -ขอบคุณพี่ๆเพื่อนๆที่มาช่วยกันทำงาน
    "ขอบคุณโชคชะตาที่พาเรามาเจอกัน"
              โลกแห่งความฝันมันไม่ได้อยู่ไกลจากตัวเราเลยใช่ไม๊ครับ
    เพียงแต่ความฝันของผมในครั้งนี้ อาจเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้  
    March 30

    No comment

    เหอๆ ไม่ได้เข้ามาอัพนานมากมาย กะจะปล่อยให้เป็นสะเป้ดร้างกันไปข้างนึง
     
    นึกเรื่องอัพไม่ออกอ่ะ ไม่มีอารมเขียนอะไรทั้งสิ้น แต่จะปล่อยให้ร้างนานก็ใช่เหตุ
     
    แม้จนบัดนี้ก็ยังคงไม่มีรมเขียนอะไรอยู่ดี งั้นบ่นดีกว่าวะ
     
    ตั้งแต่ปิดเทอมมาโครตเบื่อชีวิตเลย ไม่มีเทอมไหนหรือช่วงเวลาไหนที่
     
    อยู่ติดบ้านได้นานขนาดนี้ แล้วงช่วงเวลาที่อยู่บ้าน วันๆไม่มีไรให้ทำอีก
     
    นอกจา ตื่นบ่ายๆ กินข้าว ดูทีวี กินข้านเย็น ออนเอ็ม เล่นเกม กินมาม่า
     
    ดูข่าว นอน จะเรียกว่านอนดีรึป่าววะ คือ มันนอนไม่หลับมานานมากอ่ะ
     
    มีวันนึ่งนอนตอน 9 โมงเช้า เหอๆ วันรุ่งขึ้นไปหาหมอ หมอบอกว่า ให้ไปลอง
     
    ทำสมาธิดู เหอๆ ก็ดีนะเนี่ย แล้วในที่สุดหมอก็ให้ยานอนหลับกลับมา
     
    ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้มีโอกาส "กินยานอนหลับ" นอกจากจาไม่มีไรทำ
     
    นอนไม่หลับ ที่ทำให้เซ็งแล้ว เดวนี้แมร่งเปงไรไม่รู้อีก อารมเซ็งมีทั่วทุกหนแห่ง
     
    จาทำไรก็ เซ็ง ซ้ำ เรื่องเก่า ๆ เดิม ๆ ก็ยังไม่ลืมแถมทำให้คิดมากกว่าเดิมอีก
     
    การที่เราต้องการจะทำอะไรเพื่อใครซักคนทั้งๆที่รู้ว่าสิ่งที่เราทำหรือสิ่งที่เราคิด
     
    มันไม่มีทางที่เค้าจะรู้ว่าเรารู้สึกยังไง มันก็ทำให้ท้อใจเนอะ แต่มันก็ต้องชั่งน้ำหนัก
     
    ระหว่างความรู้สึกของเราเอง กับสิ่งที่ปัจจัยอื่นๆ ที่เราอาจจะเสีย ซึ่งดูเหมือนว่า
     
    ความรู้สึกของเรามันเป็นรองทุกขุม เฮ้อ มันก็ได้แค่นี้แหละวะ ทีนี้ก็หวังแค่ว่า
     
    การได้ไปค่ายจะช่วยให้ความรู้สึกเซ็ง มันจะเลิกมารุมกินโต๊ะที่ตัวกรูได้บ้าง
    February 24

    The enD

    p.s. : โดยปกติแล้ว ป.ล. จะเป็นสิ่งสุดท้ายของงานเขียน แต่คราวนี้ผมจะขอเอามันขึ้นมาก่อน ไม่ใช่ต้องการความแปลกหรือแหวกแนว แค่มีบางอย่างอยากจะบอกก่อนเท่านั้นเอง
             เรื่องของเรื่องก็คือ จะบอกว่าขอโทษที่"เว้นวรรค"นานไป จนอาจทำให้บางคนลืมเรื่องที่เขียนไปแล้ว และคราวนี้ผมจะ จบ เรื่องนี้ซะที
     

               เป็นสิ่งที่แน่นอนสำหรับทุกๆสิ่ง ย่อมมีวันสิ้นสุด มีเกิด ย่อม มีตายอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนไว้
    งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา อย่างที่พวกรักสนุกใช้ปลอบใจตัวเองเมื่อเหล้าหมด!! เช่นเดียวกันกับผม
              หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ความไม่สงบมา 2 วัน เรื่มจากนราธิวาส ไปนอนค้างในอำเภอ
    สุไหงปาดี นั่งรถกลับเข้าตัวเมืองนราฯด้วยความตื่นเต้นและต่อรถเข้าหาดใหญ่อย่างปลอดภัยพอถึงหาดใหญ่
    รู้สึกเหมือนได้พักจากอาการใจเต้นผิดจังหวะ เลยตัดสินใจไปสำรวจสถานการณ์ยามค่ำคืนในตัวเมืองหาดใหญ่
    และฉลองกับการมีชิวิตรอดไปอีกวัน
              ค่ำคืนผ่านไปเช้าวันใหม่เข้ามาแทนที่ เส้นทางชีวิตในวันนี้ก็ดำเนินต่อไปโดย หลังจากที่ทานข้าวเช้าที่
    หาดใหญ่เสร็จก็จะเดินทางไป ศอ.บต.(คำอธิบายด้านล่าง) ในตัวเมืองยะลาเพื่อทำธุระก่อนจะไปขึ้นเครื่องกลับ
    กรุงเทพที่นราธิวาสการเดินทางในช่วงแรกไม่มีความตื่นเต้นแต่อย่างใด มีแต่ความง่วงซึ่งเป็นผลพวงจากเมื่อคืน
    มาครอบงำแทน ทันทีที่เข้าเมืองยะลา ความแปลกใจก็เขามาเบียดเอาความง่วงออกไป เนื่องจากที่คิดว่าทหาร-ตำรวจ
    จะยั้วเยี้ยกลับไม่เห็นมี เมื่อไปถึง ศอ.บต. เราก็กระจ่างเนตร เพราะพึ่งทราบว่า ก่อนที่เราจะเดินทางมาถึงนั้น
    มีเหตุระเบิดที่บ้านพักเจ้าหน้าที่ ศอ.บต.ท่านหนึ่ง ดังนั้นทั้งหัวปิงปองและรั้วของชาติจึงไปรวมที่จุดเกิดเหตุกัน
    อย่างมิได้นัดหมาย (แต่คงไม่ถึง1,250นาย)
             เราไปถึงศอ.บต.ตะวันก็ตรงกบาลพอดี ธุระที่เรานำมาด้วยก็จึงถูกรบกวนด้วยสถานการณ์"พักเที่ยง"
    เราจึงออกมาทานอาหารอิสลามในตัวเมืองด้วยความสนใจ + กับหร่อยแรง และเมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติ
    ธุระของเราจึงกลับมามีบทบาทอีกครั้ง ผ่านไป1ชั่วโมงธุระก็จบภารกิจของมัน จุดหมายต่อไปคือสนามบินที่ยะลา
    การเดินทางต่อไปเราได้รับการอนุเคราะห์จากแม่ทัพภาคที่4ซึงเป็นเพื่อนของผู้ใหญ่ใจดีที่พาเราไปทริปใครครั้งนี้
    เนื่องจากท่านไม่ได้บอกว่าจะส่งใครมารับ ผมจึงมีหน้าที่นั่งคอยลุ้นว่าใครจะเป็นคนมารับเราไปส่ง รู้อย่างเดียวว่าต้อง
    เป็นทหารแน่ๆ แค่มาในรูปใดเท่านั้น ปิดบังรูปพรรณหรือว่าเปิดเผยอย่างโฉ่งฉ่าง
              สิ่งที่เรากลัวก็เป็นความจริง เมื่อรถตู้พร้อมด้วยรถกระบะอีก1คันขับเข้ามาจอด ภายในรถเป็นทหาร
    จำนวนหนึ่ง ดูจากหมวกก็รู้ทันทีว่าเป็น"รบพิเศษ"
     
                                                     -ทำไมต้องกลัว?
                                                     -ก็เพราะผม(คนเดียว)คิดว่าการเดินทางกับทหารในพื้นที่3จังหวัดนั้น
                                                       รู้สึกจะเป็นเป้ากระสุนหรือระเบิดกว่าปกตินั่นเองแล้วรบพิเศษนี่ตัวดีเลย
                                                       น่ากลัวกว่าปกติ
     
             ทำไงได้ยังไงมันก็ต้องไปกะเค้านิ พอขึ้นรถได้ผมก็เลยปฏิบัติการแก้ตื่นเต้นด้วยการชวน
    "พี่เข้ม"คุย พี่เข้ามก็คือ1ในทหารที่มาคุ้มกันเรานั่นเอง พี่เข้มสวมหมวกไบเล่สีแดง สวมแว่นตาดำ
    มือทั้ง2ข้างกุมอาวุธคู่ชีพ M16 นิ้วชี้ทาบไปที่โก่งไกปืนตามระเบียบการใช้อาวุธ ดีนะที่เราเรียนร.ด.มา
    ที่หน้าอกไม่มีเสื้อเกราะ พี่เข้มบอกมันกันไม่ได้หรอก มีแต่ซองกระสุนสำรองอีก2-3อันเท่านั้น
    พี่เข้มเป็น"ชุดคุ้มกันVIP" อ่าว กรูก็เป็นVIPดิงั้นอ่ะ 55+ ระหว่างทางเราคุยกับพี่เข้มหลายอย่าง
    ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ในแดนอันตรายของพี่เข้ม ผมได้อะไรจากการสนทนาครั้งนี้เยอะ
    ที่เดียว ผมรู้ว่าพี่เข้มทุ่มเทให้กับการทำงานใน3จังหวัดมาก ถึงขนาดไม่ยอมกลับบบ้านนาน นานจน
    เมียโกธไม่ยอมคุยกับแกหลายวัน ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าพี่แกเคยฆ่าใครรึป่าว แกเองก็ตอบอย่างไม่อายว่า
                                                      -"เคย 3-4 คน ตอนเหตุมัสยิดกรือเซะ"
                                                      - แล้วพี่รู้สึกยังไง
                                                      -"เฉยๆ"    ฉ่าง!!!
    เฉยๆครับพี่น้อง แกยังขยายความอีกว่า แกแค้นพวกโจรมาก ที่มาทำให้บ้านเมืองเป็นอย่างี้
    ถึงขนาดที่แกคิดว่า แกจะไปซื้อชุดของมุสลิมมาปลอมตัวแล้วออกไปฆ่าพวกโจรด้วย
    ตัวแกเองเลย โอ้จ๊อดดด!!! ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อให้เห็นถึงความซาดิสต์ของพี่แก่นะ
    แต่ผมอยากบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นความเก็บกด กดดันที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่และ
    คนทั่วไปในพื้นที่ ลองคุณเป็นอย่างพี่แก วันๆเสี่ยงคมกระสุน คุณเองก็คงเก็บกดเหมือนกัน
    ถ้ามันถึงจุดที่เกินจะรับไหว จะเป็นยังไงครับ น่าสงสารนะครับ
              เวลาผ่านมาได้ซักพัก รถเลี้ยวเข้าเส้นทางเล็กๆเส้นหนึ่ง พี่เข้มบอกว่า เส้นที่เรา
    กำลังจะผ่านนั้น มีเหตุเกิดเป็นประจำ แต่เราจำเป็นต้องใช้เพราะเป็นทางลัด เพื่อไปให้ทันเครื่อง
    ผมเลยตัดสินใจให้พี่เข้มมีสมาธิกับสิ่งรอบข้าง เพื่อความปลอดภัยของเรา และผมก็เลือกที่จะใช้
    เวลาว่างๆนี้สนทนาธรรมกับพระในคอผม ซึ่งตอนนี้ผมนิมนต์ท่านมาอยู่ภายในอุ้งมือของผม
    เพื่อป้องกันท่านหนีกลับวัด โดนยิงผมไม่กลัวหรอกครับ เดวมุดเดวหมอบคงพ้น ถึงโดนก็คงไม่ตาย
    ถึงตายก็คงไม่เละ ไม่เหมือนระเบิด ตูมตามเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว กลับบ้านแม่จะจำไม่ได้เอา
    ดวงเรายังไม่ถึงครับ เลยรอดมาจนถึงสนามบินอย่างปลอดภัยกับอาการหายใจไม่ทั่วท้อง
              เรากำลังกลับบ้านอันแสนสุข แต่พี่เข้มแกก็ยังคงต้องนั่งรถกลับไปปฏิบัติหน้าที่
    ของแกต่อไป ความกดดันที่เกิดขึ้นกับพี่เข้มยังคงมีไม่สิ้นสุด แต่การเดินทางของผมสิ้นสุดแล้ว
    ผมกำลังยืนอยู่หน้าประตูสนามบิน ข้างหน้าเป็นพื้นที่ที่อันตรายที่สุดในประเทศไทย ด้านหลัง
    เป็นเหมือนประตูโดเรมอนที่จะพาไปสู่ความสงบสุข ที่ซึ่งต่างจากที่นี่โดนสิ้นเชิง
    ตอนนี้ผมมีเพียงประตูกั้น  จุดจบการเดินทาง
     
    P.s.ll  : ศอ.บต. คือ ศูนย์อำนวนการบริหารงานจังหวัดชายแคนภาคใต้
    P.s.lll : "พี่เข้ม" เป็นชื่อที่ผมตั้งให้เอง ชื่อจริงไม่ได้ถาม
    P.s.llll: ขอบคุณพี่อ๋อยผู้ใหญ่ใจดีที่พาผมไปทริปนี้ พ่อแม่พี่กิ๊ฟ ที่อนุเคราะห์ที่พัก
     
    รูปพี่เข้ม ครับพี่น้อง เข้มพอป่ะ
     
     
     
    January 20

    On da WaY!

              การเดินทางในแต่ละครั้งย่อมพบเจอสิ่งต่างๆมากมายแตกต่างกันไป ถึงแม้จะเป็นเส้นทางเดิม
    ในวันเดียวกัน เดือนเดียวกัน แต่ห่างกันซํก 2 ปี สิ่งต่างๆรอบตัวก็ย่อมแตกต่างกันออกไป
              การเดินทางของเราในทริปนี้เข้าวันที่2แล้ว กับการใช้ชีวิตในพื้นที่สีแดงของพวกเรา3คน
    หลังจากนอนเอาแรงได้ 10 ชั่วโมง เพื่อทดแทนการไม่นอนในคืนก่อนเดินทาง เราก็ต้องตื่นมา
    รับบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคยอีกครั้ง อาบน้ำแปรงฟันเรียบร้อย เราก็จัดการขยายพื้นที่หน้าท้องประจำเวลาเช้า
    เสร็จสิ้นเราก็มีโอกาสเข้าร่วมพิธิไหว้ครูในโรงเรียนมัธยมแห่งเดียวในอำเภอ สุไหงปาดี เราไปถึงงานช้าหน่อย
    พอไปถึงเราก็เห็นคณะครูเดินออกมาจากหอประชุม ซึ่งภาพที่เห็น ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม แว๊บแรกคิดว่า
    เราคงมาช้าไป งาคงเลิกพอดี แต่พอเดินไปถึงในหอประชุม ก็ยังเห็นครูอีกกลุ่มหนึ่งนั่งนิ่งอยู่เช่นเดิม
    แถมยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มเดินขึ้นไปบนเวที ทุกคนห่มผ้าเหลืองแกมส้ม ใช่ครับ พระสงฆ์ เป็นอันว่าข้อสงสัยแรก
    เราผิด งานยังไม่เสร็จแต่อย่างใด แต่พิธีต่อจากนั้นมีแต่ชาวไทยพุทธเท่านั้นที่ร่วมพิธีได้
              ระหว่างที่นั่งฟังบทสวดที่รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้างอยู่ซักพัก เราก็ได้มีโอกาสได้คุยกับคุณครูสาววัยกลาง
    ค่อยไปทางแก่ท่านหนึ่ง ท่านเป็นครูที่โรงเรียนแห่งนี้มา 29 ปี บ้านเดิมท่านอยู่ที่อีสาน แต่ก็จับพลัดจับผลูมา
    เป็นครูที่ สุไหงปาดี ก็ด้วยภาระหน้าที่ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ระยะทางระหว่างบ้านกับโรงเรียนของแกนั้น อยู่ห่างกันราว
    16 Km. ก็ต้องขี่มอเตอร์ไซค์เคิ้ล มาสอนทุกวัน แปลว่า แกต้องขี่แมงกาไซเสี่ยงต่อวิถีกระสุนเป็นเวลา ครึ่งชั่วโมง
    ทุกเช้า
              ท่านเล่าเรื่องสถานการณ์ให้ฟังเยอะแยะมากมาย แต่สิ่งที่สะกิดใจเราก็คือ การที่รัฐบาลใช้แนวทางสันติสุข
    อยู่นั้นไม่ได้ช่วยให้บรรดาครูไทยพุทธและมุสลิมวางใจซึ่งกันและกัน อีกทั้งการที่ท่านนายกของเราออกมากล่าวขอโทด
    ชาวมุสลิมนั้น ก็ยิ่งทำให้ความหหวาระแวงซึ่งกันและกันมีมากขึ้นกว่าเดิม ผมไม่ได้ไปโทษท่านนายกที่ออกมาขอโทด
    ในครั้งนั้น แต่กำลังแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ และความยุ่งยากของการแก้ปัญหาต่างหาก
    ถามจริงๆว่า ข้อมูลอย่างนี้คนที่ไม่ได้เข้าไปสัมผัสหรือพูดคุยกับคนในพื้นที่ จะทราบหรือไม่
             พระสวดจบ ฉันเพลเสร็จ ก็ถึงคราวฆราวาสอย่างเราโซ้ยกันบ้าง อาหารเป็นอาหารพื้นที่ที่ทำเอาผมทานได้
    แค่จานเดียว แต่เติมไปซะ3รอบ 55+ เป็นอันอิ่มก็ถึงคราวกลับเข้าเมืองนรา ฯ เพื่อเดินทางต่อไปหาดใหญ่
    ก่อนกลับเลยถือโอกาศกลับไปร่ำลาเหล่าทหารอีกครั้ง  ความสงสารและเป็นห่วงยังคงจับใจ
             การเดินทางกลับผมคิดว่าคงจะสบายกว่าขามา  เพราะจะได้ติดรถของผ.อ.โรงเรียนเมื่อเช้ากลับ
    แต่เมื่อมาคิดดูอีกที การนั่งรถกับครูในพื้นที่นี้ไม่ใช้เรื่องความสบายซะแล้ว แต่กลับเป็นเรื่องของความ
    ตื่นเต้นซะมากกว่า พอขึ้นรถได้ ผ.อ. ซึ่งเป็นพ่อของรุ่นพี่ร่วมเดินทางของผมก็ได้ยอกลูกสาวว่า
    "เอาปืนในกระเป๋าออกมาถือไว้ ถ้าโดนก็ยิงกลับไปเลยไม่ต้องมองหน้าใคร กระสุนหมดยังมีสำรองในกระเป๋านะ"
    ประโยคนี้ทำเอาผมอยากนั่งรถตู้เบียดกับคนอื่นมากกว่านั่งรถสบายๆแต่เบียดกับความลุ้นระทึกเช่นนี้
    มือผมไปกำเอาพระพุทธรูปที่ห้อยมากเมื่อไหร่ ไม่รู่ตัว แต่ตอนนี้ผมไม่สนว่าท่านจะมาตามคำนิมนต์ของผม
    หรือไม หรือท่านจะจะรอผมอยู่ที่สนามบิน ผมไม่สน ตอนนี้แค่ท่านอยู่ในมือผมก็พอ
             สองข้างทางนอกจากบรรยากาศธรรมชาติที่งดงามแล้ว ยังไมภาพของด่านตรวจอยู่รายทาง
    ทุกครั้งที่เห็นด่านตรวจผมเหมือนเห็นทเวดา แต่เมมื่อผมเห็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ซ้อนท้ายกัน ผม
    เหมือนเจอยมฑูตยังไงไม่รู้
             ผมรู้สึกเสียดายความสวยงามของธรรมชาติที่น่าจดจำ ซึ่งผ่านสายตาของผมไปทุก ๆวินาที
    ผืนป่าที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูร์ ท้องนากว้างไกล เขียวชอุ่มกว่านาภาคกลางซะอีก ถ้าสถานการณ์
    ไม่เป็นเช่นนี้ ผมเชื่อว่าภาคใต้ริมๆมาเลย์จะเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่สวยงดงาม มากกว่าเขาเขียว เขาใหญ่ซะอีก
     
    January 17

    ความกดดัน

           ความเป็นจริง"ความกดดัน"มักจะตามมาด้วยความ"ความโล่งอกโล่งใจ"เสมอ
    แต่คราวนี้กลับต่างกันโดยสิ้นเชิงเมื่อความโล่งอกโล่งใจดันแซงหน้ามาก่อนเมื่อตัดสินใจ
    ขอม่ามี๊ไปเที่ยวท่องแดนดินแห่งความรุนแรงที่มีพื้นที่อยู่ในแถบใต้สุดแดนสยามได้เป็นผลสำเร็จ
    (แม้จะต้องบิดเบือนข้อมูลบ้าง) ผ่านไปไม่นานนัก ความกดดันก็ทำคะแนนแซงหน้าตีตื้นขึ้นมาเป็นผลสำเร็จ
    เมื่อนึกย้อนกลับมาได้ว่าการท่องเที่ยวในครั้งนี้ จุดหมายของเราคือ "พื้นที่สีแดง"ณ จังหวัดนราธวาส 
    ความกังวล + กดดันก็เริ่มมีมากขึ้นเมื่อใหล้ถึงวันเดินทาง ใจมันฟุ้งซ่านขึ้นทุกวี่วันว่าสถานการณ์ใน
    พื้นที่จะต้อนรับเราด้วยอะไรเมื่อไปถึง อย่างเบาหน่อยคงเป็นการได้เห็นทหารตำรวจเดินกันว่อนต็มบ้านเมือง
    หรืออย่างหนักอาจเป็นเสีงตูมตามก็อาจเป็นไปได้
           และช่วงเวลหาแห่งการเดินทางก็มาถึง จุดStart อยู่ที่สนามบินทหาร กองบิน6 ดอนเมือง
     พาหนะก็คือเครื่องc-130 Hercules ลำโต โดยมีcheck-pointแรกอยูที่ตัวจังหวัดนราธิวาส
    ก่อนขึ้นเครื่องตั้งใจจะทำตามคำภีร์"สองเงาในเกาหลี"ของคุณทรงกลด บางยี่ขันแห่ง a day
    ว่าถ้าได้มีโอกาสได้นั่งเครื่องตอนเช้ามึดควรเลือกที่นั่งฝั่งตะวันออกเพื่อรับบรรยากาศแสงแรก
    ของวันบนน่านฟ้า แต่ความตั้งใจกลับล้มพังไม่เป็นท่า เมื่อที่นั่งหันหลังให้กับหน้าต่าง
    และหน้าต่างก็แสนจะเล็กและน้อยเหลือเกินบวกกับผู้คนที่ร่วมเดินทางก็เยอะเหลือเกิน
    เป็นอันว่าวันนี้อดทักทายเจ้าพระอาทิตย์ดวงโต อ้วน กลม ในเช้าที่สดใสที่เปี่ยมด้วยความกดดัน
            ผ่านไป2 ชั่วโมง เราเราก็ถึงcheck-pointแรก แต่จุดFinishของเราอยู่ที่ฐานปฏิบัติงานของทหารใน
    อ. สุไหงปาดี เพื่อหาข้อมูลมาสนอง Need ความอยากรู้อยากเห็น ที่มีควาบ้า เป็น Battery
    หลังจากกินข้าว + สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่เสร็จเราก็ออกเดินทางต่อโดยเปลี่ยนจากเจ้านกยัก
    มาเป็น รถตู้ระหว่างอำเภอ(แถวนั้นไม่มีรถบัสหรือสองแถวเหมือนภาคกลาง) 
    ใช้เวลา40นาทีก็ถึงที่หมาย เก็บของเข้าที่พักซึ่งเป็นบ้านพักครูของโรงเรียมัธยมแห่งเดียวในอำเภอ
    เจ้าของบ้านก็คือคุณพ่อของผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ด้วยนั่นเอง ฐานปฎิบัติการ"ร.6011"
    อยู่ห่างจากที่พักเราประมาณ 200ก้าวเดินปกติ พอเราเข้าไปก็ได้รับการต้อนรับจากผู้หมวดหนุ่มอย่างดี
    แต่กลับปล่อยให้ผู้กองเป็นคนเล่าเรื่องที่พวกเราอยากรู้แทนคุยกันไปมาผ่านไป3ชั่วโมง
    ก่อนกลับเค้าเลยแถมส้มตำปลาร้าฝีมือจ่าพ่อครัวอีก1ครก แซบหลาย
             สิ่งที่เรารู้สึก กับ สิ่งที่ได้รับฟังนั้น ไม่ได้ต่างกันนัก ความกดดันที่มันก่อตัวขึ้นมาอยู่ก่อนแล้ว
    ไม่ได้ลดลงไปเท่าไหร่ตั้งแต่ก้าวเท้าลงจากเจ้านกยักเมื่อเช้า สิ่งที่เจอก็คือทหารถือปืน แต่ไม่ได้ไปโบกตึก
    ยืนรักษาความปลอดภัยอยู่ กับทหารอีกส่วนที่นั่งรอจะขึ้นเครื่องกลับบ้านไปรักษาตัวเนื่องจาก
    ได้รับบาดเจ็บจากการกู้ระเบิด จนถึงขณะนี้ ขณะที่นั่งอยู่อยู่ในเขตทหาร
    ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกกดดันลดน้อยลงไป แต่ยังมีของแถมเป็นความสงสาร
    เป็นแนวเสริมอีกกำลังนึง
               19.00 น. ถึงเวลาที่ทหารเหล่านี้ต้องออกลาดตระเวณ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เราต้องกลับ
    ที่พักเช่นเดียวกัน ต่างจากวันอื่นๆตรงที่การเดิน200ก้าว กลับบ้านของเราคราวนี้กลับต้องใช้สายตามากกว่าปกติ
    ไม่ใช่เพราะทางมืดแต่เพราะความหวาดระแวงเพียงอย่างเดียว  ลองคิดกลับกัน เราเดินแค่200ก้าว
     แต่เหล่าทหารนั้นต้องเดินระยะทาง 2 ชั่วโมง/ครั้งทุกวัน ลองคำนวณดูว่าจะน่ากดดันกว่าเราพวกเราเท่าไหร่
    ลืมบอกไปอย่าง คืนนึงพวกเค้าจะต้องลาดตระเวณ2-3รอบ/คืน/คน กดดันเพียงใด
    December 18

    ลมหายใจสุดท้าย

    คุณเคยเห็นลมหายใจสุดท้ายของใครซักคนรึป่าว ถ้าไม่ จะเล่าให้ฟัง
     
    เรื่องมันมีอยู่ว่า
     
     วันนี้หลังจากกินพิซซาที่เซ็นทรัลเสร็จแล้ว กำลังจะไปหาหนังสืออ่านเล่นต่อ แต่โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น แล้วเสียงปลายสายก็เป็นเสียงของคุณแม่ ซึ่งหลังจากฟังแล้วก็รู้ทันทีว่าแม่ร้องไห้อยู่ สิ่งที่แม่บอกก็คือ น้องที่รู้จักกันกำลังจะ"สิ้นใจ"ให้ตามไปที่โรงพยาบาล เราก็เลยรีบออกจากเซ็นทรัล แล้วก็ขึ้นรถไฟฟ้ามุ่งหน้าไปโรงบาล ระหว่างอยู่บนรถไปไฟฟ้ อยู่ดีๆก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า เรากำลังเดินทางไปเพื่อที่จะเห็นคนๆนึงตายไปต่อหน้าต่อตา เราจะรับเรื่องอย่างงี้ไหวเหรอ  ถึงแม้ว่าคราวนี้จะเป็นคนที่2ที่ตายต่อหน้าต่อตา แต่รายแรก มันอยู่ในอารมตกใจมากกว่าจะคิดว่าเรากำลังเดินทางเพื่อไปดูคนตาย อยู่ดีๆก้อนอะไรก็ไม่รู้มันก็ดันมาจุกอยู่ที่คอแล้วความคิดในหัวก็เหมือนจะพุ่งพร่านไปด้วยคำถามต่างๆนานา ทั้ง พอเราไปถึงโรงบาลเราจะเห็นน้องเค้าอยู่ในอาการไหน น้องเค้าจะนอนสงบๆอยู่บนเตียง หรือจะนอนเฉยๆแต่เต็มไปด้วยสายระโยงระยาง หรือจะเป็นนอนดิ้นทุรนทุราย ไอ้ความคิดที่3มันยิ่งทำให้เราจุกหนักขึ้นไปอีกไม่นานมาก ก็เดินทางถึงโรงบาล สิ่งแรกที่เจอคืออาจารย์ที่โรงเรียนเก่าเค้าพึ่งออกมาหลังจากเยี่ยมน้องเสร็จ หน้าตาอาจารย์ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอการไม่ดีจริงๆ เราเลยรีบเดินไปที่ห้อง ยังไม่ทันถึงห้อง ก็เห็นน้องที่โรงเรียนซึ่งคาดว่าอยู่ห้องเดียวกับน้องที่ป่วยทั้งยืน นั่ง ร้องไห้เต็มทางเดิน ในที่สุดก็ถึงห้องของน้องเค้า ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยญาติพี่น้อง อาจารย์ที่สนิทกัน ซึ่งก็รวมถึงแม่เราเองด้วย รวมเพื่อนๆของน้องเจอตอนแรกก็ไม่ต่ำกว่า30คน ภาพน้องที่เห็นก็เป็นไปอย่างความคิดที่2 คือ น้องเค้านอนสงบนิ่ง มีเครื่องช่วยหายใจ ตาปลือๆ ร่างกานซูบไปจากการเจอกันครั้งก่อนจนหน้าตกใจและมีเสียงของเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจดังอยู่เป็นระยะ ตัวเลขมีค่า 76 114 ซึ่เราเองก็ไม่รู้ค่ามาตรฐาน แต่รู้ว่าของน้องไม่มาตรฐานแน่นอนเนื่องจาก เสียงที่ดังเป็นระยะนั่นเอง  สิ่งที่หน้าแปลกใจก็คือ คุณพ่อคุณแม่ของน้องไม่ได้อยู่ในอาการร้องไห้แต่อย่างใด และยังคงคุยกับอาจารย์เรื่องของการเตรียมเอกสาร และสถานที่จัดงานศพ !!! ทำเราอึ้งนิดส์นึง หลังจากที่ดูใจน้องอยู่ซัก15นาที สิ่งที่เรารู้อยู่แกใจแต่ไม่อยากให้มันเกิดก็เริ่มส่งสัญญาณเมื่อไอ้เจ้าเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจมันดังถี่ขึ้น และตัวเลขก็ลดลงอย่างรวดเร็ว กราฟที่เครื่องวัดก็ขึ้นลงไม่เป็นจังหวะ คุณพ่อคุณแม่ ญาติ เพื่อนๆของน้องต่างก็เข้าไปรุมที่เตียง ช่วยกันสวดมนต์ จนเวลาผ่านไปซัก10นาที ตัวเลขบนเครื่องก็อยู่ที่0 0 แต่กราฟยังคงขึ้นลงอยู่เล็กน้อย ตายังไม่ปิด คุณพ่อคุณแม่น้องต่างก็ร้องไห้และได้พูบกับน้องว่า "ชาติหน้าเกิดมาเป็นลูกของพ่อแม่อีครั้งนะ" ต่อจากนั้นก็มีเสียง "คะ" แผ่วๆดังออกมาจากปากของน้องที่มีหน้ากากเครื่องช่วยหายใจบังอยู่ กราฟที่เครื่องช่วยหายใจเป็นเส้นตรงในที่สุด คุณหมอและพยาบาลก็นำเครื่องกระตุ้นหัวใจเข้ามาในห้องแล้วพวกเราก็ออกมาจากห้อง เวลาผ่านไปซัก10นาที หมอและพยาบาลก็ออกไปจากห้อง และคุณพ่อของน้องก็บอกกับทุกคนว่า น้องได้จากไปแล้วตั้งแจ่กราฟเป็นเส้นตรง นั่นก็หมายความว่าหลังจากคำว่า "คะ" สุดท้ายของชีวิตน้องเค้า อาการขนลุก น้ำตาแอบปริ่มออกมาจากบ่อน้ำตาที่ปกติมันจะลึก แต่คราวนี้มันกลับมาน้ำเอ่อล้นออกมา ก็เข้ามาจับอยู่ที่ตัวเราอยู่ชั่วขณะนึง หลังจากที่ พ่อแม่ ญาติ เพื่อนๆของน้องเค้าคุยกับ "ดวงวิญญาณ"ของน้องอยู่ซักพัก ผมก็กลับมีความเชื่อว่าน้องเค้าคงจากไปจากโลกนี้อย่างอบอุ่นทีเดียวเพราะมีคนมาให้กำลังใจเยอะแยะ และคงหมดจากความทรมานจากโรคมะเร็งที่มาพรากชีวิตน้อยๆที่พึ่งผ่านโลกมาเพียง 17-18 ปีเท่านั้น ความตายมันช่างโหดร้ายกับผู้ที่ไม่ได้ตายจริงๆ สุขตินะครับน้องจัสมิน
    December 15

    หลายสิ่ง

    เหอะ ห่างหายไปนาน "หลายสิ่ง" ก็ไม่มีไรมากมาย นอกจาก ช่วงนี้ได้ทำ "หลายสิ่ง" ที่ตั้งใจจะทำแล้วไม่ได้ฤกธิ์ทำซะที
    มะอาทิตย์ก่อนก็ไปเช่าสนามเตะบอลก่ารุ่นพี่มา อยากออกกำลังกายมานานมาก (ลดอ้วน) พอดีพี่เค้ามาชวนเลยไปเตะ
    เล่นสนามใหญ่ด้วย ผลคือ ตายดิครับ ไม่ได้เล่นกีฬามานานมาก ตะคริวรับประทานตามระเบียบ + ปวดขา ปวดตัวอีก2-3วัน
    แต่ก็ดี เพราะถือเปงจุดเริ่มต้นออกกำลังกายอย่างจริงจังซะที ห่วงยากจะได้หายออกไปซากกที (ใครมีสูตรลดพุงเจ๋งบอกหน่อย 55+)
    แล้วก็แว๊บไปดูหนังมา 2 เรื่อง หลังจากที่ไม่ได้ไปดูมานานอีกเหมือนกัน "แสบสนิท" + " เก๋า..เก๋า " หนุกดีๆ ชอบๆ
    ถือเปงหนังไทยที่ดีอีก 2 เรื่อง จ๋า กะ โฟกัส น่ารักมั่กมายอ่ะ แล้วก็ได้จัดห้อง หลังจากที่ตั้งใจมานานมากว่าจะจัดห้อง ตอนนี้เรียบร้อยแล้ว
    สวยงาม ๆ และสุดท้ายก็คือตั้งใจจะอัพสะเป้ดมานาน ตอนนี้ก็ได้อัพแล้ว เย้ๆ มะทิตย์ก่อน ไปซื้อหนังสือมาอ่านหนุกดี มันเปงเรื่องเกี่ยวกับ
    เด็กผู้ชาย 3 คนที่ อุตริ อยากรู้ว่าความตายเป็นยังไง ทั้ง 3 เลยตัดสินไจไปแอบดูคุณลุงคนหนึ่งที่บ้าน ซึ่งแก่มากใกล้ตายแล้ว 
    หลังจากแอบดูได้ซักพักทั้ง 3 ก็เกิดความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับคุณลุง (ฮั่นแน่ คิดไรกัน) คือทั้ง3ได้เข้าไปรู้จักกับคุณลุงแล้วก็กลายเป็นเพื่อนรักต่างวัย
    เป็นอีกเรื่องที่น่ารักดี แล้วจะเห็นคุณค่าของเพื่อนรัก เกือบลืม ชื่อเรื่อง "เพื่อนรัก" ของสำนักพิม์ Bliss  อีกเล่มนึงที่พึ่งอ่านได้2วัน แต่ก็ติดงอมแงมซะแล้ว
    เป็นเรื่องของผู้ชายคนนึงที่เดินทางไปเที่ยวที่เกาหลีคนเดียว แล้วก็ไปเจอผู้หญิงอีกคนที่เดินทางคนเดียวเช่นกัน จนกลายเป็น
    เรื่องราวที่น่าติดตามขึ้นมา โดยมีบรรยากาศอันแสนโรแมนติกของบ้านเมืองเกาหลีเป็นสถามที่ถ่ายทำ (ขั้นนั้นเลย) โดยคนเขียนเล่มนี้
    คือ บ.ก. นิตสาร a day คุณทรงกลด บางยี่ขัน น่าสนใจรึยังครับ ใครที่เป็นแฟน a dayคงรู้ฝีมืองานเขียนของคุณทรงกลด
    แต่เผอิญ ช้านไม่ใช่แฟนa day แต่หลังจากอ่านเล่มนี้จบคงต้องไปหาซื้อหนังสือฝีมือคุณทรงกลดอีกแน่นอน "สองเงาในเกาหลี"
    November 20

    Le Petit Prince

     ครายเคยอ่านLe petit prince บ้าง ยกมือขึ้น มันก็คือเรื่อง "เจ้าชายน้อย" นั่นเอง
     สำหรับคนที่ไม่เคยอ่าน คงต้องไปหามาอ่านบ้างนะครับ
    เป็นหนังสือที่อยากแนะนำอีกเล่นนึง(หลังจากไม่ได้ขายหนังสือมานาน555+)
    เป็นหนังสือเด็กที่ผู้ใหญ่สมจะอ่านมากๆ บ่อยๆที่ผู้ใหญ่จะบ่นว่าไม่เข้าใจเด็กเอาซะเลย
    ชอบมองว่าเด็กไร้สาระ ลองไปหาหนังสือเล่นนี้มาอ่านแล้วคุณจะเข้าใจเด็กมากขึ้น
    นั่นมันเป็นเพียงเล็กๆน้อยๆที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ ถามว่าทำไมเราต้องเข้าใจเด็กด้วย
    เพราะเด็กมีความสุขกับสิ่งที่เค้ามีอยู่และเห็นค่าของมันซึ่งผู้ใหญ่ไม่มี !!!
    แต่สำหรับคนที่เคยอ่านแล้วคงรู้กันดีว่ามีอะไรบ้างในหนังสือเล่มนี้
    แต่ที่จะมาเล่าให้ฟังก็คือ มีโอกาสได้อ่านเจ้าชายน้อย2รอบ
    แปลกตรงไหนวะ ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่รู้สึกดีคือ รอบที่2ที่อ่านเป็นเจ้าชายน้อยที่
    ไม่มีรูปประกอบ !! เอ่า แปลกตรงไหนอีก ก็ตรงที่หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเด็กที่ต้องมีภาพประกอบคำอธิบาย
    แต่สำนักพิมพ์มติชนกลับไม่นำภาพประกอบมาใส่ในการพิมพ์ สิ่งที่ตามมาหลังจากอ่านฉบับที่
    ไม่มีภาพประกอบก็คือ เราสามารถเก็บรายละเอียดของเนื้อหาได้มากกว่าเดิมและทำให้มีจินตนาการ
    ตามเนื้อเรื่องโดยเราไม่จำเป็นต้องมีภาพประกอบคำอธิบายซะด้วยซ้ำ เพราะ  "บางสิ่งเราอาจจะไม่สามารถมองได้ด้วยตา"
    ลองไปหาอ่านกันดูนะครับ
     
                       "สวัสดี" เจ้าชายน้อยทัก
                        "สวัสดี" พ่อค้าทักตอบ
                        พ่อค้าคนนี้ขายยาเม็ดสำหรับแก้กระหายน้ำ ซึ่งจะต้องกินอาทิตย์ละเม็ด แล้วจะทำให้ไม่อยากดื่มน้ำเลย
                        "ทำไมเธอจึงขายของนี้?" เจ้าชายน้อยถาม
                        "เพราะมันประหยัดเวลาได้มากที่เดียว" พ่อค้าตอบ
                         "ผู้เชี่ยวชาญได้คำนวณดูแล้วเราสามารถประหยัดเวลาได้ตั้งห้าสิมสามนาทีต่อสัปดาห์"
                        "แล้วเขาใช้เวลาห้าสิบสามนาทีทำอะไรกัน?"
                        "เขาก็ทำสิ่งซึ่งเขาอยาก...."
                        "ถ้าหากฉันมีเวลาห้าสิบสามนาทีนั้น ฉันจะค่อยๆ เดินไปสู่ธารน้ำ..." เจ้าชายน้อยรำพึงกับตัวเอง
                                                                                                     
                                                                                                   
    November 04

    หมดตูด!

    ฮาฮ๊า หลังจากที่อยากเป่าแซ็กมานาน ก็ถึงเวลาของเราซะที มะหลายวันก่อนไปซื้อแซ็กมาแล้วแต่แอบเซ็งนิดนึง
     
    คือซื้อมือ2ไง แล้วตกลงก่าเค้าไว้เปงyamaha เราก็ดีใจอย่างแรง
     
    ที่ได้yamahaราคาถูก แต่พอวันไปรับของ ปรากฎไม่ใช่อ่า เอายี่ห้อไรมาให้ก็ไม่รู้ ตอนรับของก็ไม่ได้ดูดีๆ
     
    เรื่องของเรื่องน้องที่ไปช่วยดูให้กะเราอ่ะไม่เข้าใจกันเอง
     
    กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ถึงบ้านแล้ว ก็เลยโทรไปคุยก่าคนขาย เค้าก็บอกว่าพึ่งรู้เหมือนกันว่าไม่ใช่ เอ่า สาด!!!
     
    แล้วตอนเอาของไม่เห็นบอกกรูซักคำ เราก็เลยเอาเครื่องไปให้
     
    อาจารย์ดูให้เค้าก็บอกว่าโออ่ะ ดีอยู่ เราก็เลย เอาก็เอาวะขี้เกียจหาแล้วอันนี้ก็ดีแล้ว
     
    สรุปแทนที่จะได้yamaha กลับได้ Mitello แทน
     
    สรุปอีกข้อนึงก็คือ ของดีราคาถูกไม่มีในโลก แต่ก็ได้ของดีน้อยกว่าหน่อยแทน ก็ถือว่าสมใจอยาก
     
    หมดไป 10,000บาท หมดตูดดิครับแถมต้องเอาเครื่องไปทำอีก
     
    เพราะว่าเครื่องมือ2มันก็ย่อมไม่สมบูรณ์ วันนี้ก็ไปซื้อน้ำยามาขัดเอาเพราะร้านบอกว่าจ้างเค้าขัด
     
    มันไม่คุ้ม แต่พอกลับมาขัดเองก็รู้สึกว่า กรูน่าจะจ้างวะ เหนื่อยชิปอ่ะ
     
    ก่อนหน้านั้นก็ไปเดินหาสายคล้องคอ ใช้เวลาหา2วันเต็มเหนื่อยโครตๆ วันนี้เดินหาร้านซ่อมก็ทั้งวัน
     
    เหนื่อยสาด แถมต้องหาซื้อน๊อตมาใส่อีก1ตัว ซึ่งหายากมากๆอีก
     
    นะ จะเล่นทั้งทีก็ต้องลงทุนกานหน่อย นี่ขนาดยังไม่เริ่มเล่นก็เหนื่อยแล้วนะเนี่ย แต่ก็สู้ๆ
     
    มันจะไม่กลายเปงของเล่นราคาแพงแน่ๆ
     
    เพราะมันเปงลูกเราแล้ว 555+ แต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อลูกเลย เอาเปงว่า
     
    มาช่วยกันตั้งชื่อกานหน่อยเดก่า
     
    ครายตั้งชื่อถูกใจมีรางวัล
    October 25

    ถือศีล กินเจ

    ง่ะ ถึงเวลาแห่งการทำบุญครั้งใหญ่อีกแล้ว ปีนี้ถึงเวลาได้ทำบุญตามเทรนด์ก่าเค้าบ้างซะที คือจริงๆอยากกินเจตั้งแต่เมื่อ2ปีก่อนแล้ว แต่ไม่มีโอกาส(คือกิเลสยังหนาอยู่อ่า)
     
    ปีนี้เลยลองดู และก็พบว่ามันไม่ยากอย่างที่คิดเลย อีกอย่างถือโอกาสลดพุงด้วยอ่าแต่ไม่รู้มันจาช่วยได้แค่ไหนอ่า พอได้กินเจแล้วก็รู้สึกดีน้า รู้สึกว่ากินอะไรเรื่อยเปื่อยไม่ได้
     
    อ่ะ ต้องบังคับตัวเอง ตอนกินต้องแผ่เมตาด้วย หนุกดี รู้สึกมีไรทำ 5555+ เทศกาลอีกอย่างที่อินไม่แพ้เจเลยก็คงเปงงานสัปดาห์หนังสือที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตาคอย
     
    และเราก็ตามเทรนด์อีกเช่นเคย ไปมา2วัน คนเยอะก่าปีก่อนอีก แทบเหยียบหัวกันตาย ไปได้หนังสือมา5เล่ม เปงหนังสือแปลของญี่ปุ่นหมดเลย แนวเด็กๆน่ารักๆอ่านสบาย
     
    แต่ก็มีข้อคิดอ่ะ  ชอบๆ ต้องขอยคุณน้องกุงที่แนะนำหนังสือดีๆให้อ่าน ถ้ามีอะไรน่าสนใจแนะนำอีกน้าน้องกุง แต๊งๆ เดวไปดูละครตอนจบก่อนละ ลุ้นๆ กะลังมัน 555+