TaBonK's profileSpAcE oF ~ตาบ๊อง~PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
Thanks for visiting!
゙zeacRet •❤°wrote:
ปัดฝุ่นได้แล้วๆๆๆๆๆๆๆ
July 14
DJ.NongNooJa Love Youwrote:
คิดถึงวุ้ยยยย
Aug. 21
ก้อแบบว่าลืมน้องไปแหละ....
สอบเป็นไงบ้างค่ะทำได้ไหม แต่พี่เก่งอยู่แล้วนิ
สู้ๆๆๆละกัน
Aug. 12
lazygirlwrote:
ดูจากรูปแล้ว ตอนแข่ง
ก็มีคนไปให้กำลังใจตั้งเยอะแนะ
สงสัยคงไม่ต้องการกำลังใจเพิ่มแล้วมั้ง...อิอิ
Aug. 5
หวัดดีตอนเช้าคะ.......
คุณพี่น้ำมล หมู่นี้เงียบๆๆๆๆไปเลยนะ
สงสัยจะมีกิ๊กอ่ะสิ
ดีใจด้วยวุ้ยยยยย
แอบอิจฉา....
Aug. 4
|
SpAcE oF ~ตาบ๊อง~Do YoU NeeD AnOtHer ReASon oT LoVE mE ? February 12 Epee !!!ไปแข่งดาบ match ที่ 2 ของชีวิตมาคับ
คราวนี้มากันล้นหลาม คนเยอะเชียวแหละ
รอบpool คราวนี้ได้มา 3v ถือว่ามีพัฒนาการ
แต่คราวนี้เจอลายกนก (ทีมชาติ) เข้าไป แพ้ยับ 5 - 0
แต่ไม่เปงไร ได้มา 3v รอบ pool ก็พอใจ ตอนแรกกะว่า
ได้มาซัก v นึงก็ดี แต่ได้มา 3 ทะลุเป้า ได้ตัดตัวเข้ารอบ
64 คน รอบนี้เล่นไม่เป็นเลยทีเดียว ไม่ได้เจอคนเก่งนะ
แต่ใจร้อนอย่างแรง หมดแรงกันไปเลยทีเดียว
แข่งคราวนี้หนุกดี มันๆ แต่แรงหมดคับ ต้องฟิตอย่างหนัก January 16 แด่ทหารกล้า....มะวาน (15 ม.ค.) ช่วงบ่าย ๆ ได้รับโทรศัพท์จากพี่ค่ายที่ไม่ค่อยได้คุยกันซะเท่าไหร่
เลยงง ๆ ว่าพี่แกโทรมาทำไม นึกว่าจะชวนเที่ยว แต่พอกดรับสาย เสียงที่ผ่านหูเข้ามานั้น
ไม่ใช่การชวนไปเที่ยว พี่ที่โทรมาได้บอกว่า "น้ำมนต์ จำพี่โอ๋ได้ไม๊ พี่เค้าเสียแล้วนะ
เค้าโดนระเบิดที่นราฯ " ก่อนหน้านี้เวลาที่ได้ยินข่าวเรื่องทหารโดนระเบิดก็รู้สึกหดหู่พออยู่แล้ว
แต่คราวนี้ มันไม่หดหู่เหมือนเคย แต่เป็นความตกใจ ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า พี่ที่เคยทำงานค่าย
ด้วยกันหลาย ๆ ครั้ง จะต้องมาเสียอย่างงี้
เหตการณ์เกิดจาก พี่โอ๋เป็นชุดคุ้มครองครู นั่งรถลาดตระเวนตามปกติ แต่สิ่งที่ไม่ปกติก็เกิดขึ้น
ระเบิดที่อยู่ใต้พื้นถนน ถูกกลุ่มแนวร่วมฯ กดชนวนระเบิดทำให้รดพลิกคว่ำ หลังจากนั้น
แนวร่วมประมาณ 20 ตัว ได้กรูกันมาที่ร่างของทหารที่นอนบาดเจ็บอยู่ แล้วใช้ปืนสงครามยิง
ที่ศีรษะทีละคน รวมเสียชีวิต 8 นาย
ก่อนหน้านี้ประมาณ 5 ปีก่อน น้ำมนต์ได้ไปทำค่ายกับมูลนิธิรัฐบุรุษเป็นครั้งแรก และก็เป็นครั้งแรกเหมือนกัน
ที่ได้เจอนักเรียนนายร้อย โอ๋ และหลังจากค่ายนั้นมา ก็ได้เจอกับพี่โอ๋บ่อย ๆ เพราะพี่โอ๋ก็ทำค่ายบ่อยเหมือนกัน
ทุกครั้งที่มาค่าย พี่โอ๋ชอบเขียนป้ายชื่อว่า "ฮิวโก้" พี่โอ๋สมารถสร้างความสนุกสนานให้คนในค่ายได้ตลอดเวลา
สิ่งหนึ่งที่น้ำมนต์จำพี่โอ๋ได้ดี คือวิธีการปลุกให้ชาวค่ายตื่นสไตล์พี่โอ๋ นั่นก็คือ เปิดเพลงแด๊นส์ๆ มันส์ๆ ตั้งแต่ไก่โห่
รมทั้งการที่พี่แกจะยึดเอาไมค์เป็นของตัวเองตลอดเวลา เปิดเพลง แล้วพี่โอ๋ก็จะเป็นดีเจ พอถึงเวลากินข้าว พี่โอ๋
ก็จะจับไมค์ พูดนู่นพูดนี่ตลอด เมื่อก่อนเคยรำคาญพี่โอ๋มาก สาเหตุมาจากวิธีการปลุกของพี่แก
แต่มาตอนนี้ พี่โอ๋ไม่สามารถมาปลุกชาวค่ายด้วยวิธีการแบบพี่โอ๋ๆ อีกแล้ว
แต่ผมเชื่อว่าการจากไปของพี่โอ๋ครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้พี่โอ๋หายไปจากพวกเรา
แต่พี่โอ๋จะอยู่ในใจชาวค่าย ในใจของน้ำมนต์ตลอดเวลา
พี่โอ๋ได้เป็นสุภาพบุรุษ สมกับชายชาติทหารที่ถูกหล่อหลอมมากจากโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
หลับให้สบายนะคับพี่ ชาติหน้าขอให้เราได้เจอกันอีกนะคับพี่ November 29 อังการ์ด แพลท์ อัลเล่ห์และแล้ววันนี้ก็มาถึง หลังจากซุ่มซ้อมดาบมานาน (3 อาทิตย์!!!!!)วันทดสอบฝีมือก็มาถึง
เรื่องของเรื่องวันนี้ไปแข่ง ดาบสากลงาน RBAC all thailand championship มา
ตอนแรกเพื่อนบอกว่าจะแข่งประเภททีม ไป ๆ มา ๆ กลับต้องลงเดี่ยวประเภทบุคคลซะงั้น
ตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เพราะงานนี้เป็นการแข่งครั้งแรกในชีวิต และแล้วก็ถึงเวลา ประชันเพลงดาบ
รอบแรกเป็นรอบ POOL รอบแรกแข่งแบบพบกันหมด เล่น 5คะแนน รอบนี้ต้องเจอ 4 คน 1 ในนั้น
เป็นมืออันดับ 30ก่า ๆ ของประเทศ แค่นี้ก็ เข้จะแตกแล้ว แต่พอแข่งจริง ตาบ๊องมาเลย
นำไปก่อน 4 ต่อ 2 ได้ใจ เลยประมาทโดนตามมา4ต่อ4 ไม่ใช่แฟมมิลี่เกมแต่เป็นคะแนน
เฮอ ๆ เหลือคะแนนเดียวทำไม่ได้ แถมยังเดินตกเบาท์ เลยแพ้ทั้งที่ไม่โดนแทง เซ็งจิต
คู่ที่2 ขี้ๆ แค่เจออันดับที่16ของประเทศเอง เป็นแค่อดีตทีมชาติ ขี้ๆ ขี้กรูแตกเลย
แต่ดีใจได้พี่แกมา 2แต้ม คนบ้าไรเหมือนยัก คู่ที่ 3 เจอน้องเตรียมทหาร ดีใจอันนี้ได้ V (Win)
คู่4 เจอน้องเตรียมทหารอีกคน อันนี้สูสี แต่แพ้ 5-4 เซ็งๆ รอลุ้นว่าจะผ่านตัดตัวอ่ะป่าว
ในที่สุด ผ่านครับ เข้ารอบ32 คน รอบนี้เบาท์แรกเจอน้องเตรียมที่แพ้มาแต้มเดียว
เลยไม่ค่อยมั่นใจ รอบนี้เป็นรอบแพ้คัดออก เล่น15แต้ม ตาบ๊องนำก่อนเลย ได้ใจเอาใหญ่
นำห่างครับที่นี้ ชนะไปในที่สุด 15 ต่อ 6หรือ7จำไม่ได้ ดีใจอย่างแรง เพราะเพื่อนที่ไปแข่งด้วย
4คนผ่านเข้ามารอบ32 เพียงคนเดียว พอเราชนะ ก็ผ่านเข้ารอบ16คน แต่เพื่อนจบแค่32
เกินคาดอย่างแรง ดีใจ รอบ16 คนต้องไปเจอพลทหารจาก RBACเจ้าภาพ ตาบ๊องพลาดอย่างแรง
ใจร้อน ตื่นเต้น เจอคนเร็วกว่า ลนลานเลย แพ้ไป 15-8 ไม่เสียใจ เพราะก่อนแข่งตั้งเป้าไว้ว่าถ้าได้
มา1แต้มถือว่าประสอบความสำเร็จ นี่มันเกินคาดไปเยอะเลย ได้เข้าถึงุ16คน แต่เสียดายอย่าง
ถ้าเข้ารอบ8คน ได้เกียรติบัตรแล้วอ่า ถึงแม้ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกแต่ก็ได้อะไรกลับมาเยอะเลย
ขโมยเทคนิคมาหลายอัน แฮะๆๆๆ ชอบๆ รักดาบซะแว้ววววววววววววววววว November 05 รัฐศาสตร์เพื่อประชาชนพึ่งกลับมาจากค่ายที่น่านแหละ ไปตั้ง9วันแนะ แต่เดินทางเล่นไปซะเป็นวัน ไกลชิปเป๋ง แต่นั่งรถไฟตอนขาไปโครตมีความสุขเลยอ่า
จะนอนก็ไม่ได้นอน มีลิง(ช้าง) ซี มันป่วนตลอดทาง พอไปถึงแถวอุตรดิษถ์ เช้าพอดี บรรยากาศสวยโครต ได้ชะโงกมาถ่ายรูปข้างรถ
สวยโครตอ่ะ แต่...กลับมา รูปม้วนนั้นเสียท้งม้วน ตาบ๊องแทบร้องไห้ ไปนู่นก็วันๆ ไม่ได้ทำไรมาก อยู่กะอิฐ หิน ดิน ปูนตลอดเวลา
เหนื่อยชิปเป๋ง ทำทั้งกลางวันกลางคืน ทำกลางฝนอีก แต่ก็หนุกดี ได้ใจ เห็นน้ำใจเพื่อนๆ พี่ๆ แล้วก็น้องๆปี1เป็นกำลังหลักเลย แม่งถึก
เอาใจพี่ไปน้อง พออาคารเสร็จแล้วแบบเออ กูทำไปได้เนอะ เวลาก็โครตเร่ง แต่ก็ดี เหนื่อยได้ใจ สร้างอาคารไม่พอ มาทำสวนอีก เพื่อความสวยงาม
เอากันเข้าไป แต่ไปค่ายคราวนี้ได้เจอคนเจ๋งๆหลายคนเลย
* ครูมด มะก่อนเป็นNGOทำงานกับหมอ ประเวศน์ ตอนนี้มาเป็นครูอัตราจ้างบนดอย จะได้มีเวลาอยู่กะเมียทั้ง3คน !! คุณต้อย น้องต้อย แล้วก็ อีต้อย ตึ่ง!!!
* หลวงพ่อ หลวงพ่ออยู่ที่อาศรมคนเดียว มาบวชเพราะว่าง ๆ เบื่อ ตอนนี้กำลังทำสนามรถแข่ง(รถชาวเขาที่เป็นไม้ แต่ใส่ที่ปั่นเข้าไป)ให้เด็กๆเล่น ออกพรรษาว่าจะไปธุดงค์ที่พม่าต่อ
* หัวหน้าโก เป็นหัวหน้าหน่วยต้นน้ำ เท่สาดๆ เหมือนพระเอกThe letter
ตอนบายศรี ได้บอกกับน้องๆหลายคนว่า การมาค่ายพี่บอกไม่ได้หรอกว่าสิ่งที่ได้มันมีอะไรบ้าง มันขึ้นอยู่กับเรา ว่าจะใส่ใจกับค่ายและเก็บเกี่ยวอะไรกลับไปได้บ้าง
ผมเชื่อว่าตอนนี้ ถ้าไปถามคนที่ไปค่าย คำตอบคงได้แตกต่างกัน สำหรับผมเองประสบการณ์การอยู่ค่ายคงไม่ต้องหาอะไรแล้ว เพราะไปค่ายมาจนเกินจะนับ แต่ค่ายนี้
มันต่างกับค่ายอื่น ซึ่งมันก็สอนผมหลายอย่างเช่นกัน และสิ่งดีๆ ที่เกิดในค่ายนี้มันก็มีมากพอๆกับความเหนื่อยเช่นกัน อย่างน้อยผมก็ได้คุยกับเพื่อนบางคนที่ไม่ค่อยจะได้
มองหน้ากันซักไหร่ กับน้องบางคนสนิทมากขึ้นกว่าเดิน และเปลื่อนความคิดที่ผมเคยคิดอีก ก่อนไปไม่เคยได้คิดว่าจะได้อะไรจากค่ายนี้ซักเท่าไหร่ แต่ขากลับ
มันต่างจากขาไปเยอะทีเดียว สิ่งที่ได้ มันทำให้ผมรู้สึกดีจริงๆ มันทำให้ผมอยากทำอะไรเพื่อให้สิงห์เงินตัวนี้ โตขึ้นอย่างมีคุณภาพถึงแม้ว่าตอนนี้ยังเป็นสิงหตัวน้อยๆ แต่
ผมคิดว่า มันจะโตขึ้นเป็นสิงห์ที่เข้มแข็งซักวัน October 25 ณ ความสูง 1200 เมตร ระยะทาง 3กิโลกว่าณ ป็นชื่อหนังสือที่ผมอ่านอยู่ในตอนนี้ เป็นงานรวมเล่มบทความคอลัม ณ ของนิตสารอะเดย์ ก่อนจะซื้อผมต้องหยิบมันขึ้นมาพิจารณาถึง 2 ครั้ง 2 ครา แต่พอจะซื้อจริงๆ กลับเดินไปหยิบแล้วจ่ายตังโดยไม่ต้องพิจารณาเป็นครั้งที่ 3 ที่กล่าวมาก็ไม่มีอะไร แค่จะลอกมาแต่งชื่อ เพราะเห็นว่ามันคงเหมาะกับสิ่งที่ผมจะเขียนเท่านั้นเอง อีกอย่าง หนังสือเล่มนี้ก็ไปเที่ยวกับผมตลอดทางโดยที่ผมไม่ได้หยิบขึ้นมาอ่านแต่อย่างใด ก็ถือซะว่าพาหนังสือไปพักผ่อนละกัน ให้หนังสือได้หยุดงานกะเค้าซะบ้าง เพราะก่อนไปมันต้องทำหน้าที่กล่อมผมก่อนนอนมาหลายวัน
ก่อนจะซื่อหนังสือเล่มนี้ 2 -3 วัน ผมตัดสินใจหนีตามเพื่อนรุ่นพี่ของผมคนนึง ว่าจะไปเดินเขากันที่เขาหลวง จ.สุโขทัย พอตกลงปลงใจเรียบร้อยก็กลับมาหาข้อมูลในแหล่งข้อมูลที่หาได้ทุกอย่างที่ชื่อ google ผลลัพธ์ที่ออกมามันทำให้ใจตะเลิดไปรอตัวอยู่ที่เขาหลวงเป็นที่เรียบร้อย หลังจากนั้นก็เล่าให้เพื่อนฟังว่าจะไปเที่ยงทำให้เพื่อนเกิดกิเลส ใจง่ายตามมาด้วยอีก1คน แฮะๆ โปรแกรมที่วางกันไว้ เราจะออกเดินทางกันเที่ยงคืนวันศุกร์ที่19 ไปถึงพิษณุโลกเช้าๆ แวะซื้อของสดไปทำกินกันข้างบน แล้วก็ต่อไปสุโขทัยเลย การเดินทางเป็นไปตามโปรแกรม เราไปถึงเขาหลวง8โมงกว่า ๆ สิ่งที่เห็นอย่างแรกก็คือ ภูเขาสูงตระง่าน ท่ามกลางสายหมอก มันทำให้ผมตื่นเต้น ผมไม่เคยเดินเขา ปีนเขา หรืออะไรอย่างงี้มาก่อน ภูกระดึงยังไม่เคยแตะแม้แต่ตีนเขา ตอนเตรียมตัวจะเดิน ลูกหาบที่จ้างก็มาถึง พร้อมกับคำพูดที่ทำให้ผมตื่นเต้นเข้าไปอีก พี่แกเล่นบอกว่า "ถ้าขึ้นเขาหลวงได้ก็ไปขึ้นเขาที่อื่นได้สบาย" มันหมายความว่าไงฟะ .... ในที่สุดเราก็เริ่มเดินทาง การเดินทางกะว่าจะให้เวลา 3-5 ชั่วโมง พอเริ่มเดินป่าตามเส้นทางไปซักพักเราก็เริ่มการ "ไต่"อย่างจริงจัง ความชันของเล้นทางโดยเฉลี่ย 45-60 องศาตลอดทางช่างแรกที่เรียกว่า "มออีหก" แต่ผมว่าเปลี่ยนเป็น มออโหด จะเหมาะกว่า เพราะแค่ช่วงแรกช่วงเดียว เราก็ได้ยิ้นเสียงหอบ เสียงหัวใจ เกิดอาการลิ้นห้อยซินโดรมกันถ้วนหน้า เราเดินๆพักๆทุกๆ10นาที ซึ่งผ่านไปไม่ถึง500เมตร พอเราพักได้ซัก3-4ครั้ง ลูกหาบที่หาบกันคนละ40กิโลก็ตามเรามาทัน ทำเอาผมแป๊วเลย ยิ่งไปกว่านั้น 1 ในลูกหาบมีลูกหาบสัมครเล่นมาฝึกงานด้วย 1 คน คือน้องเต้ย น้องเต้ยหน้าตาหล่อเหลาเอาการ เรียนอยู่ป.6 น้องเต้ยฝึกงานด้วยการแบกเป้ 2 ใบเท่านั้น แต่2ใบนั้นน่าจะไม่ต่ำกว่า20 กิโล น้องเต้ยฟิตมากๆ น้องเต้ยทำให้ผมฮึดจนเดินขึ้นไปถึงที่พักแรม ระยะทาง 3 กิโล ความชัน45- 60 องศา ความสูง 1200เมตร ด้วยเวลา
3 ชั่วโมงตามเป้า โดยไม่มีทางราบให้เดินสบายๆ กันเลย จะมีก็มีไม่เกิน100เมตร ไปถึงอาการลิ้นห้อยซินโดรมก็กำเริบ แต่คราวนี้อาการหายเร็วหน่อย เพราะความสวยงามมันทำให้เราหายเหนื่อยได้จริง ๆ
หลังจากพักผ่อน การเต็นท์ ทำกับข้าวกินกันเสร็จเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางไปยอดเขาอีก 3 ยอด ระยะทางก็น้อยกว่าตอนขาขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น แต่ความชันต่างกันเยอะ เพราะบนยอดจะเป็นเนินที่มีหญ้าสูงๆ กับโขดหินเท่านั้น เราเลยไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ ยอดแรก ยอดเจดีย์ เป็นยอดที่มีกองหินที่เอามาเรียงๆกันเป็นเจดีย์อยู่ 3-4 กอง จากที่นี้เราสามารถมองเห็นอีก2ยอดที่เราจะไปได้ชัดเจน เห็นทางแล้วคิดหนักเหมือนกัน เรารีบเดินทางกันต่อเพราะกลัวจะไปไม่ทันพระอาทิตย์ตกที่ยอดสุดท้าย ยอดต่อไปเป็นยอดภูกา ที่เดินไกลสุดเพราะต้องอ้อมอีกยอดมาประมาณ1กิโล เราไปเกือบถึงเพราะต้องรับกลับไปให้ทันยอดสุดท้าย เราเลยตัดสินใจเดินกลับ ทันใดนั้น กล๊อบ ไม่ใช่เสียงก๊อบกอบ แต่เป็นเสียงข้อเท้าผมพลิก ถึงกับร้องลั่นเขาอย่างทนไม่ได้ เลยนั่งพักพร้อมกับใจเสีย เพราะขาแพลงไม่ได้หายง่ายๆ แล้วมาเป็นบนเขาอย่างงี้หมดหนุกแน่นอน พักได้แป๊บนึงก็ต้องรีบเดินต่อ เพราะเดียวไม่ทัน จนในที่สุดขึ้นไปถึงยอดแม่ย่า ซึ่งเป็นยอดสุดท้ายของวันนี้ เป็นที่ๆเราจะดูพรอาทิตย์ลับขอบฟ้า ความสวยมันทำให้ผมลืมความเจ็บ วิ่งหาที่ถ่ายรูปเป็นว่าเล่น ซักพักอทิตย์ก่อค่อยๆทิ้งตัวลงช้า ๆ พร้อมกับเสียงชัตเตอร์ระงม จังหวะที่พระอาทิตย์อัสคงค่อยๆหายไปหลังกลับเมฆ ผมลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ความลำบาก ความเหนื่อย ขาเดินขึ้น ความเจ็บปวดจากขาที่แพลง ทุกอย่างเงียบสงบ อากาศเย็นลงตามประอาทิตย์ที่ค่อยๆหายลับไป พอเสร็จแล้วเราก็ต้องรีบเดินกลับที่พักเพราะเดวจะค่ำแล้วจะเดินลำบาก ถึงที่ก็ทำกับข้าว อาบน้ำ นั่งคุยซักพัก ก็นอนเอาแรงเพราะพรุ่งนี้ต้องไปดูอาทิตย์ดวงเดิมขึ้นอีกครั้งที่ยอมนารานณ์
กลางคืนนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่เพราะลมที่แรง + อุณหภูมิที่เกิน10ไปไม่เท่าไหร่ทำให้ต้องตื่นมาทั้งคืน ตี5 ตื่นนอน ล้างหน้า แปรงฟัน ถึงกับหน้าชา ไม่ได้โดนด่าแต่โดนน้ำที่คล้ายๆน้ำแข็งละลายปะทะหน้าเลยตาสว่าง แล้วก็ออกเดินทางไปยอดเขานารายณ์ ไปดูพระอาทิตย์ดวงเดิมกับมะวานขึ้นมาทำงานอีกทิศนึง ยอดนี้เด่นตรงที่ หินเป็นรูปหัวหมา ถ้าไปยืนตรงหัวหมาจะมองเห็นพื้นด้านล่างซึ่งเป็นพื้นราบของจังหวัดสุโขทัยทั้งหมด เค้าบอกว่าตอนกลางคืนอาจมองเห็นไฟจากเมืองพิษณุโลกได้ มองลงไปเสียวมากๆ แล้วลมพัดแรงกลัวหล่นไปข้างล่างชะมัด ในที่สุด อาทิตย์ก็โผล่หน้ามาฉีกยิ้มให้เราถ่ายรูปสมใจ พออิ่มเอมกับไข่แดงดวงนี้ เราก็เดินกลับมาที่พัก กินข้าวเก็บของ เตรียมเดินลง พอเก็บของเสร็จเราก็เห็นน้องเต้ยมานั่งรอเราอยู่แล้ว ขาลงเราใช้เวลาประมาณ 2ชั่วโมงนิดๆ คิดว่าจะง่ายที่ไหนได้ ลงมาถึงหน้าขาตึงกันไปตามระเบียบ อานน้ำอาบท่า เขียนโปสการ์ดกันเสร็จสิ้นก็ตกเกือบบ่ายโมง เราต้องเดินทางไปทุ่งแสลงหลวงกันต่อ ก่อนขึ้นรถผมมองกลับไปที่ยอดเขายอมเดิมที่ผมมองก่อนเดินขึ้นไป ตอนนี้ยอดนั้นสวยงามกว่าเดิม สวยกว่าตอนที่ผมจะขึ้นไปพิชิตมัน แต่ดูเหมือนขนาดมันจะเล็กลงนึง ผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าผมมีโอกาสกลับมาที่นี่อีก ผมจะมาหรือไม่ เพราะเคยมีคนบอกผมว่า เค้าจะไม่เที่ยวที่ไหนซ้ำ เพราะกลัวว่าความประทับใจแรกจะหายไป ไม่ก็เอาเงินนั้นไปเที่ยวที่อื่นดีกว่า แต่ผมกลับคิดว่าควาวหน้าผมก็คงจะประทับใจเหมือนเดิมและมันก็ไม่เปลืองตังเมื่อเทียบกับสิ่งที่ผมได้รับข้างบนนั้นแน่ๆ ณ เขาลูกนั้น เขาหลวง
P.s. : ไปดูรูปเอาในgalloryนะจ๊ะ รูปสวยๆ ถ่ายเองๆ 555 |
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|